อ่านนิยายฉบับเต็มได้ฟรี Facebook ad: “ไม่อนุญาตให้ผู้เยาว์อ่าน”

Ran for 27 days, from February 9 to March 8, 2026, the last day Crush saw it.
Run by อ่านนิยายฉบับเต็มได้ฟรี on Facebook. Crush is not the advertiser and does not verify its claims. See this ad in Meta's Ad Library(opens in a new tab)
Want an ad like this for your product?
Crush makes new ad images for your product from this ad: your logo, your product photo, your offer.
Trials from $19.95 USD, then $79.95 USD a month. Cancel anytime.
About this ad
- Meta Ad Library ID
- 25794523920241384
- Platforms
- Facebook, Instagram, Audience Network, Messenger and Threads
- Relaunches
- 1
Ad text
“ตัวสั่นขนาดนี้... หนาว... หรือเสียว?” ——“มะ... ไม่รู้...” “กำอะไรไว้แน่นเชียว... ขอผมดูหน่อยนะ” เขาดึงมันออกมา... กล่องถุงยางอนามัย ไซส์ 58 mm. “หึ... ที่แท้ก็เตรียมพร้อมไว้แล้วนี่เอง... มิน่าล่ะ ถึงได้ใจกล้าไม่ใส่ชั้นในมาอ่อยผม” ——“มะ... ไม่ใช่นะ!” “อย่าเพิ่งปฏิเสธ... ข้างล่างคุณมันแฉะจนกางเกงผมเปียกไปหมดแล้วนะ ดอกอัญชันของคุณดอกนี้ดูเหมือนจะพร้อมหลั่งน้ำหวานนะ...คุณว่าไหม” ... -1- “แม่นะแม่... บอกว่าไปสมัครงานที่ระยองก็ไม่ให้ไป ดันส่งมาตกระกำลำบากอะไรที่นี่เนี่ย!” ‘อัญภัทร’ หรือ ‘หนูอัญญา’ บัณฑิตจบใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งเตะฝุ่นว่างงานมาหมาด ๆ ตอนนี้... เธอกำลังยืนขาแข็งอยู่ท่ามกลางดงฝุ่นแดง ๆ ของจังหวัดชัยภูมิ แสงแดดเดือนเมษายนของประเทศไทยไม่เคยปรานีใคร หญิงสาวร่างบางบ่นกระปอดกระแปดขณะลากกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ไปตามทางลูกรัง มืออีกข้างพยายามกางร่มกันยูวีที่ดูจะสู้แรงแดดเปรี้ยง ๆ ตอนบ่ายสองไม่ไหว ชุดเดรสลูกไม้สีขาวเริ่มกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนเพราะฝุ่น สาเหตุที่เธอต้องระเห็จมาไกลถึงอีสาน ทั้งที่ใจอยากนอนตากแอร์อยู่กรุงเทพฯ ก็เพราะคำสั่งประกาศิตจาก ‘คุณนายแม่’ สายมูเตลูตัวมัมตัวมารดานั่นเอง เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว.. ‘อัญญา... ซินแสบอกว่าดวงปีนี้ชงหนัก ตกงาน แฟนทิ้ง (ซึ่งก็จริง) หนักกว่านั้นถึงขั้นเลือดตกยางออก ทางแก้เดียวคือเอ็งต้องไปไหว้พระธาตุ แล้วไปรอดู ‘ดอกกระเจียวบาน’ ที่ชัยภูมิ ไปขอพรกับดอกแรกที่มันแทงยอดขึ้นมา แล้วชีวิตเอ็งจะรุ่งโรจน์!’ ‘โธ่แม่! นี่มันเดือนเมษา! หน้าแล้ง! ดอกกระเจียวบ้านไหนมันจะบานตอนนี้ มันต้องหน้าฝนโน่น!’ เธอเถียงคอเป็นเอ็นในตอนนั้น ‘ก็ไปรอสิยะ! ไปดัดนิสัยซะบ้าง จบมาก็ยังไม่ได้ทำงานทำการ ไปอยู่กับป้าดวงญาติห่างๆ ของแม่ที่นั่น เขาฝากฝังเจ้าของไร่ไว้ให้แล้ว ไปช่วยงานเขาแลกข้าวแลกน้ำ รอจนกว่าดอกมันจะบานค่อยกลับมา!’ และนั่น... คือจุดเริ่มต้นของมหกรรมความซวย เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มดังมาจากด้านหลัง ทำให้อัญภัทรสะดุ้งสุดตัว รถกระบะโฟร์วิลคันใหญ่สีดำสนิทขับปาดหน้าเธอแล้วเบรกจนฝุ่นตลบ “แคกๆๆ!” หญิงสาวสำลักฝุ่นจนหน้าดำหน้าแดง รีบเอามือปิดจมูก ประตูรถฝั่งคนขับเปิดออก รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบลงบนพื้นดินแห้งแล้ง ตามมาด้วยเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ก้าวลงมายืนประจันหน้าเธอ อัญภัทรอึ้งไปชั่วขณะ... ไม่ใช่เพราะความสูงหรือหุ่นนายแบบของเขา แต่เป็นเพราะ ‘ออร่าความขาว’ ที่กระแทกตาเข้าอย่างจัง ผู้ชายตรงหน้าผิวขาวจัด... ขาวแบบไม่เกรงใจแดดเมืองไทย ขาวจนเธอที่ทาครีมกันแดดมาสิบชั้นยังต้องอาย ใบหน้าหล่อเหลานิ่งสนิทไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วเข้มจ้องมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาราวกับกำลังตีราคา!... และดูเหมือนผลการตีราคาจะออกมา ‘ติดลบ’ “อัญภัทร... ลูกสาวคุณน้าดวงใจใช่ไหม?” เสียงทุ้มถามห้วน ๆ ไม่มีหางเสียง “เอ่อ...ไม่ใช่ลูกค่ะเป็นหลานค่ะ หนูชื่ออัญญาเองค่ะ” เธอยกมือไหว้เก้ๆ กังๆ และแทนตัวเองว่าหนู ดูเหมือนเขาจะแก่กว่าเธอน่าจะอายุอานามสักสามสิบห้าได้ แต่เขาดูดีมาก ๆ ชายหนุ่มรับไหว้ด้วยการพยักหน้าเพียงนิดเดียว ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดแบบไม่คิดจะรักษามารยาท “ผมนึกว่าป้าดวงแกพูดเล่นเรื่องจะส่งหลานมาดัดนิสัย... ไม่นึกว่าจะส่งมาจริงๆ” “เอ่อ...” อัญภัทรหน้าชา “ผมชื่อ ‘หมอกคราม’ เจ้าของไร่นี้” เขาแนะนำตัวสั้นๆ สายตายังคงจับจ้องที่ชุดกระโปรงลูกไม้และรองเท้าส้นสูงของเธอด้วยความขัดใจ “บอกไว้ก่อนนะว่าที่นี่ไร่ ไม่ใช่รีสอร์ท และตอนนี้ก็ไม่ใช่หน้าฤดูท่องเที่ยว...!” เขากวาดตามองไปรอบๆ พื้นที่แห้งแล้งและฝุ่นสลับกับมองคนตรงหน้า ที่ใส่ชุดมาราวกับจะไปเที่ยวทุ่งดอกไม้ที่เชียงใหม่ “ดอกกระเจียวมันยังไม่บานหรอกคุณ... มาผิดฤดูแล้ว” “ทราบค่ะ...อัญภัทรกัดฟันตอบแต่คุณแม่บอกว่า...” “ช่างเถอะ มาแล้วก็แล้วกันไป” พ่อเลี้ยงหนุ่มตัดบทอย่างรำคาญใจ “ขึ้นรถ เดี๋ยวผมไปส่งที่พัก” อัญภัทรใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย อย่างน้อยเขาก็ยังมีน้ำใจไปส่ง... เธอรีบลากกระเป๋าจะไปขึ้นรถ แต่เขากลับยืนกอดอกนิ่ง ไม่คิดจะช่วยยกกระเป๋าใบหนักอึ้งขึ้นท้ายกระบะให้เลยสักนิด ‘ไอ้ผู้ชายหน้าขาวใจดำ!’ เธอก่นด่าในใจ พลางออกแรงยกกระเป๋าขึ้นรถอย่างทุลักทุเล รถกระบะแล่นเข้ามาลึกในเขตไร่ ผ่านบ้านเรือนไทยประยุกต์หลังใหญ่โตสวยงามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนิน อัญภัทรยิ้มออก คิดในใจว่าอย่างน้อยที่พักก็น่าจะสบาย... แต่รถกระบะกลับไม่ได้เลี้ยวเข้าไปจอดที่บ้านหลังนั้น พ่อเลี้ยงหมอกครามขับเลยผ่านไป... ผ่านไป... จนถึงท้ายไร่ที่ติดกับชายป่า และจอดสนิทหน้าบ้านไม้ชั้นเดียวสภาพเก่าคร่ำครึ หลังคาสังกะสีเริ่มมีสนิมเกาะ “ถึงแล้ว” อัญภัทรมองบ้านตรงหน้าสลับกับหน้าหล่อๆ ของคนขับ ก่อนถามออกมา “เอ่อ... ที่นี่คือ...” “บ้านพักคนงานเก่า” เขาตอบหน้าตาย “ตอนนี้คนงานย้ายไปอยู่เรือนใหม่กันหมดแล้ว เหลือหลังนี้ว่างอยู่... คุณนอนที่นี่แหละ” “บ้านคนงาน!?” อัญภัทรตาโต “แต่... แต่คุณแม่บอกว่าป้าดวงฝากฝังหนูไว้กับคุณแล้วนี่คะ คุณแม่บอกว่าจะให้อยู่...” “ป้าดวงฝากให้ผมช่วยดูแล... ไม่ได้บอกให้ผมรับมาเลี้ยงดูปูเสื่อเป็นคุณหนู” หมอกครามสวนกลับเสียงเรียบ เดินลงมายืนพิงรถ มองเธอด้วยสายตาที่ทำให้อัญภัทรรู้สึกตัวเล็กลงเหลือสองนิ้ว “ฟังนะคุณอัญญา... งานในไร่ผมยุ่งมาก ช่วงนี้ต้องเตรียมหน้าดิน ผมไม่มีเวลามานั่งเทคแคร์เด็กฝากหรือเด็กเส้นใครทั้งนั้น” เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอ ก้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดหน้าผาก กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยมาแตะจมูก “อยู่ได้ก็อยู่... อยู่ไม่ได้ก็กลับไป ที่นี่ไม่ต้องการ ‘ภาระ’ เพิ่ม... เข้าใจตรงกันนะ?” พูดจบพ่อเลี้ยงหน้าหยกก็โยนกุญแจบ้านเก่าๆ ลงบนมือเธอ แล้วเดินกลับขึ้นรถ ขับออกไปทิ้งฝุ่นตลบใส่หน้าเธอเป็นรอบที่สอง อัญภัทรยืนกำกุญแจแน่น น้ำตาตกในท่ามกลางแดดเปรี้ยง “ไอ้พ่อเลี้ยงบ้า! ไอ้คนใจร้าย! คอยดูเถอะ... ฉันจะอยู่ให้ได้ จะอยู่รอจนกว่าดอกกระเจียวบ้านี่มันจะบานประชดหน้าคุณเลย คอยดู!” -2- จากวิมานหรูกลายเป็นวิมานรูหนูไปแล้ว... “กรี๊ดดด! นี่มันบ้านคนหรือบ้านผีสิงเนี่ย! อีตุ๊กแกบ้า! อย่ามองหน้าฉันนะ!” เสียงกรีดร้องระดับแปดหลอดของ ‘หนูอัญญา’ ดังลั่นสะท้านทุ่ง จนฝูงนกที่เกาะอยู่บนต้นมะขามแตกฮือบินหนีด้วยความตกใจ สภาพบ้านพักที่พ่อเลี้ยงหน้าขาวใจดำนั่นโยนกุญแจให้... บอกได้คำเดียวว่า ‘อนาถา’ พื้นไม้กระดานมีร่องห่างจนมองเห็นดินข้างล่าง ฝาผนังมีรูโหว่ให้ลมโกรก หรือให้ใครมาแอบดูได้สบายๆ ส่วนห้องน้ำ... โอ้โห อย่าให้บรรยาย เป็นสังกะสีล้อมคอกที่ตั้งอยู่แยกออกไปด้านนอก แถมไม่มีหลังคา! นี่ถ้าเธอแก้ผ้าอาบน้ำ เทวดาบนฟ้าคงได้เป็นตากุ้งยิงกันหมดสวรรค์! “ฮึก... แม่นะแม่... ทำไมต้องส่งลูกมาตกระกำลำบากขนาดนี้ด้วย” อัญภัทรทรุดตัวลงนั่งบนกระเป๋าเดินทางใบยักษ์ น้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมาคลอเบ้า อยากจะลากกระเป๋าเดินกลับออกไปโบกรถกลับกรุงเทพฯ เสียเดี๋ยวนี้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่า... ภาพเหตุการณ์เมื่อสามวันก่อนก็แวบเข้ามาในหัวเหมือนฉายหนังซ้ำ เป็นเครื่องเตือนใจว่าทำไมเธอถึง ‘ถอยไม่ได้’ อัญภัทรส่ายหัวไล่ภาพความทรงจำ ขนลุกซู่เมื่อนึกถึงคำว่า ‘ขึ้นคานนิรันดร’ “ไม่ได้! ยอมตายดีกว่ายอมขึ้นคาน! ไอ้พี่ท็อปมันต้องเสียดายฉัน ฉันต้องรวย ต้องมีผัวดีกว่ามัน!” หญิงสาวฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง สายตาแห่งนักสู้ชีวิตลุกโชน แต่ชีวิตดันสู้กลับเมื่อสิ่งมีชีวิตบนหลังคาบ้านมองสบตาทักทายอย่างขนลุก เธอปาดน้ำตา ลุกขึ้นยืนเท้าเอวประกาศสงครามกับตุ๊กแกบนเพดาน “เอาสิ! แค่นี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก! รอให้ฉันเจอไอ้ดอกกระเจียวบ้าบอนั่นก่อนเถอะ ฉันจะขอพรให้รวยล้นฟ้า แล้วจะจ้างรถแม็คโครมาไถบ้านรูหนูนี่ทิ้งซะ!” ~~~โครกคราก...~~~ เสียงท้องร้องคำรามดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีดเรไร ความฮึกเหิมเมื่อกี้หดหายไปในพริบตา ความหิวระดับวิกฤตเริ่มเล่นงาน เพราะตั้งแต่เช้าเธอมีแค่กาแฟแก้วเดียวตกถึงท้อง “หิววว... หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วเนี่ย” เธอรื้อค้นกระเป๋าหวังจะหาขนมที่พกมา แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า... ลืม! มัวแต่ห่วงเรื่องชุดสวยๆ จนลืมหยิบเสบียงมาด้วย! “โอ๊ย...อีอัญญา...” เธอบ่นตัวเองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองไปยังที่ไกลลิบ ๆ กับหลังคาสีน้ำตาลที่ผสมผสานระหว่างภาคอีสานและล้านนาเอาไว้อย่างลงตัว ทางรอดเดียวคือ... ‘เรือนใหญ่’ “เอาวะ ด้านได้อายอด! ไปขอกินมื้อเดียวไม่ถึงตายหรอกอัญภัทร สู้!” เธอออกจากบ้านพักคนงาน เดินย้อนกลับไปตามทางลูกรังสีแดงมุ่งสู่เรือนใหญ่ บรรยากาศที่เรือนใหญ่เงียบสงบ ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ผิดกับโซนท้ายไร่ลิบลับ มีโรงจอดรถที่จอดเรียงรายไปด้วยรถไถ รถกระบะ และ... รถสปอร์ตหรูคันหนึ่งที่คลุมผ้าไว้ “โห... รวยจริงด้วยแฮะ” อัญภัทรตาลุกวาว นึกถึงคำทำนายเรื่อง ‘ผัวมหาเศรษฐี’ ขึ้นมาทันที เธอก้าวเท้าเข้าไปในเขตบ้าน จมูกได้กลิ่นหอมๆ ของกาแฟคั่วบดลอยมาเตะจมูก กลิ่นนั้นนำทางเธอเดินอ้อมไปทางระเบียงไม้กว้างขวางด้านข้างตัวบ้าน และที่นั่น... เธอก็เจอกับ ‘อาหารตา’ จานใหญ่เสิร์ฟร้อนๆ พ่อเลี้ยงหมอกคราม กำลังนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวยาว มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟควันฉุย อีกมือถือแท็บเล็ตเลื่อนดูข่าวหุ้นอย่างเคร่งเครียด แต่สิ่งที่ทำให้อัญภัทรกลืนน้ำลายเอื๊อก ไม่ใช่กาแฟ หรือแท็บเล็ตราคาแพง... แต่เป็นเพราะตอนนี้... เขาไม่ได้ใส่เสื้อ! ผิวขาวจัดจ้านกระทบแสงแดดยามบ่ายคล้อยจนแทบจะเรืองแสงได้ มัดกล้ามเนื้อแน่นตึงเรียงตัวสวยงามแบบคนออกกำลังกายหนัก หน้าท้องเป็นลอนคลื่น Six Pack ชัดเจนไร้ไขมันส่วนเกิน เม็ดเหงื่อใสๆ เกาะพราวอยู่ตามแผงอกกว้างและไรขนอ่อนๆ ที่ลากยาวหายเข้าไปในขอบกางเกงเลผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่ดูหมิ่นเหม่เสียเหลือเกิน ‘คุณพระช่วย... ขาวเจิดจ้าท้าแดดมากพ่อคุณเอ๊ยยย!’ อัญภัทรยืนอ้าปากค้าง ขาแข็งก้าวไม่ออก เหมือนโดนมนต์สะกดจากออร่าของพ่อเลี้ยงนั่น ‘โอ้โห...เมากล้ามมากให้ตายเถอะ’ อัญภัทรยกมือขึ้นปาดจมูกกลัวว่ากำเดาจะไหล ยิ่งไรขนอ่อนรำไรชวนในจินตนาการไปยังของที่อยู่ในร่มผ้า ทั้งยังหัวนมสีชมพูนั่นอีก...ตายเลย ทันใดนั้น พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ละสายตาจากแท็บเล็ต หันขวับมามองเธอด้วยสายตาดุ ๆ “ใครใช้ให้เดินทะเล่อทะล่าเข้ามา?” ทำเอาอัญภัทรสะดุ้งเฮือก “เอ่อ... คือ...” เธอละสายตาจากหัวนมสีชมพูระเรื่อของเขาไม่ได้จริงๆ “คือหนู... หนูหิวข้าวค่ะ!” หมอกครามวางแก้วกาแฟลงช้าๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินเข้ามาหาเธอด้วยท่าทางคุกคาม เงาจากร่างสูงใหญ่บดบังร่างเล็ก ๆ ของเธอจนมิด “หิวข้าว?” เขาทวนคำ มุมปากยกยิ้มร้ายกาจที่ดูอันตรายสุดๆ “หิวข้าว... หรือหิว ‘อย่างอื่น’ กันแน่คุณอัญญา?” -3- คำถามสองแง่สองง่ามที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักสวยของพ่อเลี้ยงหน้ายักษ์ ทำให้อัญภัทรหน้าเหวอไปสามวินาที ก่อนสติจะกลับคืนเข้าร่างพร้อมความหมั่นไส้ระดับสิบ “หิวข้าวสิคะ! ใครจะไปหิว... หิวอย่างอื่นของคุณ!” เธอเถียงกลับเสียงแข็ง พยายามบังคับสายตาไม่ให้โฟกัสไปที่ยอดอกสีชมพูที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า เพราะสายตาไม่รักดีคอยจะมองต่ำกว่าสะดืออยู่เรื่อย “แล้วก็กรุณาใส่เสื้อด้วยค่ะ มันอุจาดตา!” “อุจาดตรงไหน?” หมอกครามเลิกคิ้ว ก้มมองแผงอกตัวเองแล้วยักไหล่ “ก็ธรรมชาติ... หรือคุณเห็นแล้วเกิดอารมณ์?” “หลงตัวเอง! ใครจะไปเกิดอารมณ์กับ... กับคนอย่างคุณได้!” เขาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ปากเก่ง ๆ แบบนี้ หวังว่าจะทำงานเก่งเหมือนปากนะ” “หมายความว่าไงคะ?” “ที่ไร่ผมไม่มีนโยบายเลี้ยงคนว่างงาน ถ้าอยากกินข้าวเย็น... ก็ต้องทำงานแลก” หมอกครามไม่สนใจท่าทีกระฟัดกระเฟียดเดินไปหยิบตะกร้าหวายใบใหญ่ แล้วโยนโครมลงตรงหน้าเธอ ในนั้นเต็มไปด้วยเสื้อเชิ้ตเปื้อนโคลน กางเกงเล และ... กางเกงยีนส์ตัวหนาเตอะ “ซักกองนี้ให้หมด ซักมือนะ เครื่องซักผ้าเสีย... เสร็จเมื่อไหร่ค่อยไปกินข้าว” “หา!? ซักมือ! กองเท่าภูเขานี่นะ!” อัญภัทรกรีดร้อง “นี่คุณจะบ้าเหรอ ฉันเป็นแขกนะ ไม่ใช่แจ๋ว!” “งั้นก็เชิญหิวต่อไป... หรือจะกินตุ๊กแกที่บ้านพักแทนไก่ย่างก็ตามใจ” เขาพูดจบก็เดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ตัวเดิม ยกขาขึ้นไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ “ไอ้... ไอ้พ่อเลี้ยงใจมาร!” อัญภัทรกัดฟันกรอด ท้องเจ้ากรรมก็ร้องประท้วงโครกครากจนไม่มีทางเลือก เธอจำใจลากตะกร้าผ้าไปที่ก๊อกน้ำข้างระเบียงอย่างกระฟัดกระเฟียด ... เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง อัญภัทรนั่งยอง ๆ ขยี้ผ้าด้วยแรงแค้น ฟองผงซักฟอกกระเด็นเต็มหน้า แต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดยิ่งกว่างานหนัก คือ ‘ภาพวิว’ ตรงหน้า พ่อเลี้ยงหมอกครามไม่ได้ไปไหน เขานั่งอ่านเอกสารอยู่ใกล้ ๆ แถมยังจงใจขยับตัวไปมาอวดกล้ามเนื้ออยู่นั่นแหละ เดี๋ยวก็บิดขี้เกียจจนกล้ามท้องขึ้นเป็นลอนสวย เดี๋ยวก็ยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วปล่อยให้น้ำหยดไหลลงมาตามลำคอขาว ๆ ผ่านลูกกระเดือกเซ็กซี่ ลงมาที่แผงอก ‘โอ๊ย... จะอ่อยไปถึงไหนพ่อคุณ! เธอแช่งในใจ แต่ตาก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองไรขนอ่อน ๆ ที่หน้าท้องเขา “มองขนาดนั้น มาเช็ดตัวให้ผมเลยไหมล่ะ?” อยู่ ๆ เขาก็ถามขึ้นโดยไม่เงยหน้าจากแท็บเล็ตที่เหมือนกับทำงานนั้น “ใครมอง! ฉันมอง... มองนกมองไม้ต่างหาก!” อัญภัทรหน้าแดงแปร๊ด รีบก้มหน้าก้มตาคว้ากางเกงยีนส์ตัวใหญ่ของเขามาขยี้แก้เขิน กริ๊ก... เสียงวัตถุบางอย่างร่วงลงมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ อัญภัทรชะงัก หันไปมองวัตถุชิ้นนั้น มันคือกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีดำวาววับที่ยังไม่ได้แกะซีล... กล่องถุงยางอนามัยยี่ห้อดังนำเข้าจากต่างประเทศ “ว้าย! ตาเถร!” เธออุทานลั่น รีบตะครุบมันขึ้นมาด้วยความตกใจ ‘พกของแบบนี้ติดตัวตลอดเวลาเลยเหรอ! ร้ายกาจที่สุด!’ หรือว่าเขาเป็นพวกขาดเซ็กส์ไม่ได้หรือเปล่านะ? แต่สิ่งที่ทำให้อัญภัทรช็อกยิ่งกว่าการเจอถุงยาง คือตัวเลขที่พิมพ์หราอยู่หน้ากล่อง [ Size 58 mm. ] ดวงตากลมโตเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน มือไม้สั่นระริก เธอเผลอกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากโดยไม่รู้ตัว สมองเริ่มประมวลผลทางคณิตศาสตร์อย่างรวดเร็ว สายตาซุกซนแอบเหลือบไปมองเป้ากางเกงเลสีน้ำเงินของพ่อเลี้ยงที่นั่งอยู่ไม่ไกล ผ้าฝ้ายเนื้อบางพริ้วไหวแนบไปกับสรีระช่วงล่าง ทำให้นูนเด่นเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน ยิ่งเขานั่งไขว่ห้าง มันยิ่งดู... อื้ม ‘คับแน่น’ จนน่าหวาดเสียว ‘คุณพระช่วย... มิน่าล่ะซินแสถึงบอกให้มาหาของดี... นี่มันไม่ใช่แค่ดอกกระเจียวแล้ว นี่มันท่อนซุงเลี่ยมทอง! ถ้าโดนเข้าไปทีเดียวมีหวัง... มดลูกสะเทือนยันชาติหน้า!’ ความคิดลามกสกปรกแบบเสียว ๆ ผุดขึ้นมาในหัวเป็นดอกเห็ด พร้อมกับภาพที่จินตนาการถึงท่าทางร่วมรักท่าต่าง ๆ พลันหน้าของอัญภัทรแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู “เป็นอะไร? หน้าแดงเหมือนตูดลิง” เสียงเข้มทักขึ้น อัญภัทรสะดุ้งสุดตัว รีบกำกล่องความลับนั้นไว้แน่นแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง “ปะ... เปล่าค่ะ! แดดมันร้อน! ร้อนมากกก!” พ่อเลี้ยงหมอกครามวางแท็บเล็ตลง แล้วลุกเดินเนิบนาบเข้ามาหาเธอ ร่างสูงใหญ่ค้ำหัวเธอไว้ ก้มลงมองด้วยสายตาจับผิด “แน่ใจนะ... แล้วนั่นซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง เอาออกมาดูซิ” “มะ... ไม่มีค่ะ! ขยะ! แค่ขยะ!” อัญภัทรเสียงหลง “ขยะอะไรทำไมต้องกำแน่นขนาดนั้น” หมอกครามไม่พูดเปล่า มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กที่ไพล่ไปด้านหลัง “ไม่ให้! ปล่อยนะไอ้พ่อเลี้ยงโรคจิต!” อัญภัทรดิ้นพล่านเหมือนปลาไหลถูกน้ำร้อนลวก พยายามสะบัดข้อมือหนี แต่แรงมดรึจะสู้แรงราชสีห์อย่างพ่อเลี้ยงหนุ่มได้ ยิ่งเธอดิ้น เขายิ่งรุกไล่ต้อนจนแผ่นหลังบางแนบติดกับเสาไม้ “จะส่งมาดีๆ หรือจะให้ผม ‘ล้วง’ เอง?” จังหวะที่หมอกครามกระชากมือเธอแรง ๆ อัญภัทรที่นั่งยอง ๆ จนขาชาอยู่แล้วก็เสียหลักหงายหลัง ตัวเธอล้มตึงลงไปบนพื้นปูนขัดมัน และด้วยสัญชาตญาณ มือหนาของพ่อเลี้ยงที่จับข้อมือเธออยู่ ก็ถูกดึงตามลงไปด้วย ทำให้ร่างสูงใหญ่ล้มลงมาทับร่างเล็กๆ ของเธอเต็มรัก! “ว้ายยย!” “เฮ้ย!” ตุ้บ! สภาพตอนนี้ล่อแหลมยิ่งกว่าฉาก NC ในซีรีส์ที่เธอดูเสียอีก อัญภัทรนอนหงายอยู่กับพื้น โดยมีร่างกำยำของพ่อเลี้ยงหมอกครามทาบทับอยู่ด้านบน แผงอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและเหงื่อแนบสนิทไปกับอกนุ่มนิ่มของเธอ หน้าขาแกร่งเบียดเสียดกับสะโพกผาย และที่พีคที่สุด... กล่องความลับไซส์ 58 ในมือเธอมันหลุดกระเด็นออกไปตกอยู่ข้าง ๆ หัวของทั้งคู่ หันหน้าโชว์ตัวเลข 58 หราอวดให้คนขี้สงสัย! “อุ๊บ!” ลมหายใจของทั้งคู่ชะงักงัน ดวงตาสบกันในระยะประชิด อัญภัทรเห็นเงาตัวเองสะท้อนในดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเขา กลิ่นกายชายหนุ่มผสมกลิ่นสบู่และกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยมาแตะจมูกจนเธอแทบจะเคลิ้ม “วิ้วววว! โอ้โห... ร้อนแรงกว่าแดดประเทศไทยอีกเว้ยเพื่อนกู!” เสียงตะโกนยียวนกวนประสาทดังมาจากหน้าบันไดเรือน อัญภัทรเบิกตาโพลง รีบหันไปมองต้นเสียง “ไอ้เวรธีร์!” หมอกครามสบถออกมาอย่างหัวเสีย “ไอ้หมอก... กูรู้นะว่ามึงมันพวกไฟแรงสูง แต่นี่มันบ่ายสามโมงกว่าเองนะเว้ย! ตะวันยังไม่ทันตกดิน มึงจะรีบ ‘เอากัน’ กลางระเบียงเลยเหรอวะ!?” ส่วนอัญภัทรน่ะเหรอ... สติหลุดลอยไปถึงดาวอังคารเรียบร้อยแล้ว เธอรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง หน้าแดงแปร๊ดจนแทบจะระเบิด รีบคว้ากล่องถุงยางเจ้าปัญหายัดใส่กระเป๋าเสื้อตัวเองด้วยความลนลาน “บ้า! บ้าที่สุด! ใครจะไปเอา... เอากับคนปากหมาแบบนี้! ฝันไปเถอะ!” พูดจบเธอก็วิ่งปรู๊ดหนีลงบันไดเรือนไป สารวัตรธีร์เดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนปุ ๆ “เด็กใหม่เหรอวะ? แจ่มว่ะ... ขาว สวย หมวย อึ๋ม สเปคมึงเลยนี่หว่า” หมอกครามปัดมือเพื่อนออก ยกมือลูบหน้าตัวเองแรง ๆ เพื่อไล่อารมณ์วูบวาบเมื่อครู่ “เด็กฝาก... ภาระทั้งนั้น” “ภาระ?” ธีร์เลิกคิ้วมองเพื่อนอย่างรู้ทัน “ภาระแบบไหนวะ ที่ทำให้เสือยิ้มยากอย่างมึง ‘ของขึ้น’ จนเป้าตุงขนาดนั้น?” “หุบปากไปเลยมึง... ถ้าไม่อยากแดกลูกปืนแทนข้าวเย็น!” “อุ้ย...ดุซะด้วยโว้ย...ก็แค่ขัดจังหวะเอง”... -4- หลังจากแผ่นหลังบอบบางของ ‘ยัยตัวภาระ’ วิ่งหายลับลงบันไดเรือนไป พ่อเลี้ยงหมอกคราม ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับอารมณ์วูบวาบและความปวดหนึบที่กลางลำตัว “ถามจริงเถอะไอ้เสือ... กับน้องคนเมื่อกี้พิเศษใส่ไข่หรือไงวะ? ทีเมื่อก่อน ตอนมึงเรียกเด็กอ่าง เด็กชงเหล้า หรือนางแบบทรงโตมาผ่อนคลายที่ระเบียงนี่... กูนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ มึงยังเคยควักออกมาเอาโชว์ไม่อายฟ้าดินเลยไม่ใช่เหรอ?” “คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น” หมอกครามตอบเสียงเรียบ หลบตาเพื่อนมองออกไปนอกระเบียง “ไม่เหมือนยังไงวะ? นมใหญ่กว่า? หรือลีลาเด็ด?” “ไม่ใช่เว้ย!” หมอกครามตวาดแว้ด “นั่นหลานป้าดวง...ลูกสาวเพื่อนสนิทกลุ่มแก๊ง ส.ว.แม่กู” “ยัยนั่นมันตัวภาระ... แม่ส่งมาดัดนิสัย กูแค่ต้องสั่งสอนให้รู้จักความลำบากเฉย ๆ” “เหรอออ...” ธีร์ทำเสียงสูงกวนประสาท “สั่งสอนท่าไหนวะ เป้าตุงจนซิปแทบแตกขนาดนั้น... ระวังเถอะมึง ปากบอกภาระ ๆ ระวังจะกลายเป็น ‘ภรรยา’ โดยไม่รู้ตัว” ...... บรรยากาศยามพลบค่ำ “โครก... คราก...” อัญภัทรกุมท้องตัวเองด้วยความทรมาน ความหิวระดับวิกฤตเล่นงานจนตาลาย แต่จะให้แบกหน้ากลับไปที่เรือนใหญ่ตอนนี้... บอกเลยว่า ‘ไม่มีทาง!’ ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทำเอาอัญภัทรสะดุ้งสุดตัว เด้งตัวลุกขึ้นนั่งกอดเข่า “คะ... ใครน่ะ!?” เธอตะโกนถามเสียงสั่น พลางคว้าไม้แขวนเสื้อใกล้มือมาถือไว้ต่างอาวุธ “ผีมั้ง...” เสียงทุ้มคุ้นหูดังลอดเข้ามา “เปิดประตู... เอาข้าวมาให้” เธอค่อย ๆ ย่องไปเปิดประตูแง้มดูนิดนึง ก็เห็นร่างสูงใหญ่ของหมอกครามยืนหน้านิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด ที่น่ากลัวคือเขาดูขาวสว่างคาตามากแม้ในแสงสลัว ในมือถือ ปิ่นโตเถาใหญ่ ส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย “จะกินไหม? หรือจะให้ผมเอาไปเทให้หมากิน?” เขาถามกวน ๆ พร้อมกับเสียงที่ติดห้วนนิด ๆ ซ่อนมุมปากที่เกือบจะยกยิ้มกับท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ ของแม่ตัวภาระ “กะ... กินค่ะ!” ความหิวชนะทุกสิ่ง อัญภัทรรีบเปิดประตูอ้ากว้าง “กินซะ... แม่ครัวทำแกงส้มชะอมกุ้ง กับไข่เจียวไว้ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็เททิ้งไป หวังว่าคนเมืองกรุงอย่างคุณคงจะกินอาหารบ้าน ๆ ได้นะ อย่าเรื่องมาก” ทั้ง ๆ ที่ไล่กลับก็จบ...แต่เขากลับรู้สึกตลกที่ได้แกล้งเธอต่อ “ขอบคุณค่ะ...” อัญภัทรยกมือไหว้แบบขอไปที แล้วรีบแกะปิ่นโตอย่างหิวโหย “คุณส่งปิ่นโตเสร็จแล้วก็กลับไปสิคะ” เธอพูดทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก พลางบุ้ยใบ้ทำหน้าเหม็นเบื่อใส่เขา “ฉันกินเองได้ ไม่ต้องมายืนเฝ้าหรอกไม่ใช่เด็ก เหม็นขี้หน้าคนหื่น!” หมอกครามเลิกคิ้วมองท่าทางเหมือนแมวขู่ฟ่อของหญิงสาว มุมปากยกยิ้มร้ายกาจที่ดูเจ้าเล่ห์พิลึก “ได้... ผมกลับก็ได้” เขารับคำง่าย ๆ จนอัญภัทรแปลกใจ แต่ทว่า... ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกไป ชายหนุ่มกลับชะงักฝีเท้า แล้วค่อย ๆ หันหน้ากลับมามองเธอช้า ๆ ดวงตาคมกริบที่เคยพราวระยับเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นนิ่งลึกและเย็นเยียบราวกับน้ำในโอ่งในฤดูหนาว บรรยากาศรอบตัวพลันดูอึมครึมลงถนัดตา “แต่ระวังเอาไว้นะคุณอัญญา...” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ลากยาว และแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากความมืด ทำเอาขนแขนของอัญภัทรลุกซู่โดยไม่ได้นัดหมายเพราะความหลอนที่เขาพยายามสร้าง “ระวัง... อะไรคะ?” เธอถามเสียงสั่น ช้อนส้อมในมือเริ่มกระทบกันกริก ๆ “ก็บ้านหลังนี้น่ะ... มันร้างมานาน” เขาเว้นจังหวะจงใจให้เธอลุ้นจนตัวโก่ง “ผมแค่เตือนด้วยความหวังดี...” หมอกครามทำหน้าตาย “ถ้าคืนนี้ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ หรือเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ที่ปลายเตียง... ก็อย่าเผลอไปทักล่ะ โบราณเขาถือ” “มี...มีผีเหรอคุณ” อัญภัทรหายหิวฉับพลัน ร่างเล็กขยับเข้ามาใกล้ทั้งกระชากคนร่างใหญ่ให้นั่งลงข้าง ๆ แล้วมองซ้ายขวาอย่างหวาดระแวง “ใช่ผี...” “!!!” อัญภัทรตัวสั่นนิด ๆ แล้วขยับร่างจนเกือบจะนั่งเกยตักแล้วแววตาของเธอมองไปยังเขาระคนอยากรู้ว่าผีอะไร “ผีอะไรคุณ” คนตัวใหญ่ยกยิ้มมุมปากคล้ายกับสนุกเต็มที่กับการทำให้คนด้านข้างกลัว ยิ่งเธอเอาหน้าอกมาเบียดจนรู้สึกว่าเธอไม่ได้ใส่ชั้นใน พลันให้อะไร ๆ ที่มันหลับไปแล้วตื่นขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะก้มลงชิดใบหูเล็ก...แล้วกระซิบเสียงแหบพร่า “ผี...ขยี้หัว...น่ากลัวนะ” -5- “ผี... ขยี้หัว... น่ากลัวนะ” คำกระซิบแหบพร่าที่เจือไปด้วยความนัยลามกจกเปรตนั้น ทำให้อัญภัทรชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประมวลผลได้ว่า ‘ผีขยี้หัว’ ของเขามันหมายถึงอวัยวะส่วนไหนนะ..ใช่ส่วนที่หัวมันแดง ๆ และชอบขยี้!...หรือเปล่า “ไอ้... ไอ้คนลามก!” “ทะลึ่ง! ในสมองคุณมีแต่เรื่องใต้สะดือหรือไงคะ! นี่ฉันกำลังกลัวอยู่นะ มาหลอกผีบ้าบออะไรตอนนี้!” “ผมก็แค่เตือน... ไม่ได้คิดลามกสักหน่อย คุณนั่นแหละคิดไปเองร้อนตัวไปเองหรือเปล่าคุณอัญญา?” “ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย! กลับไปได้แล้วค่ะ ฉันจะกินข้าว!” ปัง! หน้าต่างไม้บานเก่าที่เปิดอ้าไว้ถูกแรงลมตีเข้ากับวงกบอย่างจังจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว “ว้าย!” อัญภัทรสะดุ้งสุดตัว ยกมือปิดหู พรึ่บ! และวินาทีต่อมา หลอดไฟนีออนเพียงดวงเดียวกลางห้องก็กะพริบสองสามครั้ง ก่อนจะดับวูบลง ทิ้งให้ทั้งห้องจมอยู่ในความมืดมิดทันที! “กรี๊ดดด! ไฟดับ!” หมับ! ร่างบางพุ่งเข้ากอดเอวสอบของพ่อเลี้ยงหมอกครามแน่น ใบหน้าหวานซุกเข้าหาแผงอกแกร่งอย่างต้องการหาเกาะกำบัง ร่างอรชรสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ หมอกครามเองก็ตกใจไม่แพ้กันที่อยู่ ๆ โดนจู่โจม แต่พอตั้งสติได้ มือหนาก็เผลอยกขึ้นโอบไหล่บางไว้โดยอัตโนมัติ กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเส้นผมของเธอทำเอาเขาเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด “ใจเย็น ๆ คุณ... แค่ไฟดับ” เขาบอกเสียงทุ้ม พยายามข่มใจไม่ให้เต้นแรงไปกับสัมผัสนุ่มนิ่มที่เบียดเสียดเข้ามา “ตะ... แต่มันน่ากลัว! ทำไมลมแรงขนาดนี้คะ นี่มันเดือนเมษานะ ทำไมมีพายุฝน!” สองขาพยายามหดขึ้นไปนั่งบนตักคนตัวใหญ่ ราวกับเท้าแตะพื้นแล้วผีจะดึงเท้าเธอร่วงใต้ถุนบ้าน “ไม่เคยได้ยินหรือไง... ‘พายุฤดูร้อน’ น่ะ” หมอกครามตอบพลางลูบหัวเธอเบา ๆ เหมือนปลอบเด็กแม้ใจจริงอยากลูบหัวที่นุ่มฟูบนหน้าอกก็ตาม “ชู่... เงียบก่อน!!!” จู่ ๆ หมอกครามก็กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น มือหนาปิดปากเธอไว้แน่น ร่างกายของเขาเกร็งเขม็งขึ้นมาทันที แต่หูของเขาได้ยินบางอย่างเคลื่อนไหว “อะ... อื้อ! (อะไรคะ)” อัญภัทรพยายามถาม “ฟัง...” เขากระซิบเสียงเครียด “แฮ่ก... แฮ่ก... พี่ทิด... ตรงนี้แหละ... มืดดี ไม่มีใครเห็นหรอก” เสียงผู้หญิงกระซิบกระซาบดังลอดผ่านช่องลมเข้ามา “อื้อ... พี่ทิด... ใจเย็น ๆ สิ... อ๊ะ... ตรงนั้น... เสียว...” อัญภัทรหน้าร้อนวูบ... นี่มันไม่ใช่แค่จู๋จี๋แล้ว นี่มัน... หนังสด! เธอพยายามจะขยับตัวหนีจากสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนนี้ แต่หมอกครามกลับรั้งเอวเธอไว้แน่น ไม่ยอมให้ขยับไปไหน แถมยังดันตัวเธอให้ถอยไปพิงกำแพงมุมห้อง โดยมีเขาใช้ร่างกายบังเธอไว้ และบังคับให้ฟังไปด้วยกัน ราวกับว่าพวกเราคือพวกโรคจิต! บรรยากาศในห้องมืดพลันเปลี่ยนจากความน่ากลัวเป็นความ ‘ร้อนรุ่ม’ จนแทบจะจุดไฟติด อัญภัทรยืนตัวแข็งทื่อ ลมหายใจติดขัด เธอรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนจัดของพ่อเลี้ยงที่เป่ารดต้นคอ และ... บางอย่างที่ ‘แข็งขึง’ ดันอยู่ที่หน้าท้องน้อยของเธอผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ หมอกครามก้มลงมา ใบหน้าคมคายซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น เขาเองก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เสียงกระตุ้นจากข้างนอกบวกกับความนุ่มนิ่มในอ้อมกอด มันปลุกสัญชาตญาณดิบของเขาให้ตื่นเพริด ตอนนี้เสียงด้านนอก นอกจากเสียงฝนก็ยังมีเสียงเนื้อกระทบกัน ตับ... ตับ... ตับ... ในห้องมืด อัญภัทรตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก ใบหน้าร้อนผ่าวเหมือนโดนนาบด้วยไฟ เธอรับรู้ได้ถึงแผงอกแกร่งที่สะท้อนขึ้นลงแรงขึ้นที่ด้านหลัง หมอกครามก้มลงมากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนจัดเป่ารดต้นคอเธอ “ได้ยินไหม... ผีที่นี่เขาดุนะ... ดุเดือดซะด้วย” “คะ... คุณ... ปล่อย...” เสียงกระซิบแผ่วจนแทบจะออกมาแต่เสียงลม “ชู่... อย่าเสียงดัง” มือหนาเลื่อนมาโอบเอวคอดกิ่ว รั้งร่างนุ่มนิ่มให้แนบชิดกับส่วนล่างที่แข็งขึงของเขา ทั้งบดและยั่วให้อีกคนเร่าร้อนขึ้น ร่างบางชะงักเหยียดตัวตรง แต่นั่นกลับเป็นใจให้คนข้างกายของเธอแนบชิดเข้ามา แต่เจ้ากรรมเธออาบน้ำตั้งแต่ก่อนฟ้ามืดและไม่ได้ใส่ชุดชั้นในเลยด้วยซ้ำจนต้องกัดริมฝีปากล่างระบายความเสียวซ่านที่แล่นเข้ามา “เดี๋ยวเขาตกใจ... หมดสนุกกันพอดี” “คุณหมอก...” เสียงเธอสั่นพร่าทั้งพยายามไม่ให้ตัวเองครางเสียงน่าอายออกไป ร่างของเธอตอนนี้ยืนหันหน้าเข้าหาเขาเพราะคนบ้าใช้แรงหมุนกลับมา ดวงตาของเขาที่เธอพอมองเห็นเลือนรางสะท้อนในความมืด แต่เธอกลับเห็นประกายบางอย่างในดวงตา “ว่าไง... อยากลอง ‘ขยี้’ บ้างไหมล่ะคุณอัญชัน... บรรยากาศกำลังดี”
Where the ad sends people
ltjxcvxs.com
🔞ไม่อนุญาตให้ผู้เยาว์อ่าน👉
Learn more: ltjxcvxs.com(opens in a new tab)








