Skip to content
Underdog Unlock SME

Underdog Unlock SME Facebook ad: “เศรษฐกิจขาลง นักการตลาดหลายคนเลือกตัดงบ การสร้างแบรนด์…”

Underdog Unlock SME Facebook ad: เศรษฐกิจขาลง นักการตลาดหลายคนเลือกตัดงบ การสร้างแบรนด์…

Ran for 16 days, from May 15 to May 31, 2026, the last day Crush saw it.

Run by Underdog Unlock SME on Facebook. Crush is not the advertiser and does not verify its claims. See this ad in Meta's Ad Library(opens in a new tab)

Want an ad like this for your product?

Crush makes new ad images for your product from this ad: your logo, your product photo, your offer.

Trials from $19.95 USD, then $79.95 USD a month. Cancel anytime.

About this ad

Meta Ad Library ID
1270227528650676
Platforms
Facebook, Instagram and Audience Network
Relaunches
1

How we count

Ad text

เศรษฐกิจขาลง 📈 นักการตลาดหลายคนเลือกตัดงบ "การสร้างแบรนด์" (Brand Building) หยุดทำคอนเทนต์สร้างสรรค์ แล้วหันไปอัดงบยิงแอดปิดการขาย (Performance) เพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อว่า "การรับรู้แบรนด์..กินไม่ได้" และมองว่างานครีเอทีฟ คือรายจ่ายที่ต้องตัดทิ้งเพื่อรักษาตัวเลขรายไตรมาส . รายงานล่าสุดจาก Google ยืนยันว่า คุณพลาดแล้ว !! ❌ . ความคิดนี้ทำให้คุณเข้าสู่ "สงครามราคา" และ "ต้นทุนที่แพงกว่าเดิมมหาศาลในอนาคต" เพราะงานครีเอทีฟที่ใช้สร้างแบรนด์ ไม่ใช่ "ค่าใช้จ่าย" แต่เป็น "เครื่องจักรผลิตเงิน" ในระยะยาว . สมการเดิม ของคุณ "กำไร = ยอดขาย x ราคา – ต้นทุน" สมการที่ Google แนะนำ (The Effectiveness Equation) . สมการที่ 1: แยกยอดขายตามแหล่งที่มา กำไร = (ยอดขายพื้นฐาน + ปัจจัยภายนอก + ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการตลาด) x ราคา - ต้นทุน . • ยอดขายพื้นฐาน (Baseline Sales): หรือเรียกว่า บุญเก่า คือ ยอดขายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แม้คุณไม่ได้ยิงแอด . เพราะคนรู้จัก และเชื่อใจแบรนด์อยู่แล้ว จากการสะสมคุณค่าในอดีต . • ปัจจัยภายนอก (External Factors): ยอดที่ได้จากสถานการณ์ภายนอก เช่น ช่วงวันหยุดยาว โรคระบาด หรือคู่แข่งเลิกขาย . ตัวอย่าง : สมมติว่าคุณเป็นเจ้าของโรงแรม ที่มี 100 ห้อง และต้องการคำนวณกำไรต่อเดือน . 1. ยอดขายพื้นฐาน (Baseline Sales) คือยอดจองที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว แม้คุณจะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำโฆษณาเลย . • ตัวอย่าง: โรงแรมของคุณตั้งอยู่ในทำเลที่ดีมาก ปกติจะมีขาประจำหรือคนที่เดินเข้ามาจองเองอยู่แล้ว 70 ห้อง . • ไอเท็มนี้มาจากไหน ?: มาจากความแข็งแกร่งของแบรนด์ในอดีต (เช่นเคยทำ campaign creative) + ทำเลที่ตั้ง . 2. ปัจจัยภายนอก (External Factors) คือยอดจองที่เพิ่มขึ้น (หรือลดลง) จากสถานการณ์ที่คุณคุมไม่ได้ . • ตัวอย่าง: เดือนนี้เป็นช่วง "เทศกาลท่องเที่ยว" (Seasonality) พอดี หรือ "โรงแรมคู่แข่งฝั่งตรงข้ามปิดปรับปรุง" ทำให้คนแห่มาจองโรงแรมคุณเพิ่มอีก 5 ห้อง . 3. ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการตลาด (Incremental Sales) คือยอดจองที่เกิดขึ้น "เพราะ" คุณทำกิจกรรมการตลาดเท่านั้น ถ้าไม่ทำ ยอดนี้ก็ไม่มา . • ตัวอย่าง: คุณตัดสินใจ "จ้างอินฟลูเอนเซอร์มาลงรีวิว" และ "ยิงแอด YouTube" ทำให้มีคนเห็น แล้วตามมาจองเพิ่มอีก 10 ห้อง . • ไอเท็มนี้ รวมหมด ทั้งค่ายิงแอด, ค่าจ้างอินฟลูฯ, และค่าครีเอทีฟที่คุณใส่ลงไป . • ความพิเศษที่ Google ย้ำ: ยอดนี้มีทั้งแบบ ระยะสั้น (0-4 เดือน) ที่เห็นผลทันที และ ระยะยาว (5-24 เดือน) ที่คนจำแบรนด์ได้แล้วกลับมาจองซ้ำในอนาคต . ลองคำนวณตามสูตร: สมมติว่า ราคาห้องพัก (Price) คือ 2,000 บาท และ ต้นทุนรวม (Costs) คือ 100,000 บาท ยอดขายรวม (จำนวนห้อง) = 70 (พื้นฐาน) + 5 (ภายนอก) + 10 (การตลาด) = 85 ห้อง กำไร = (85 ห้อง x 2,000 บาท) - 100,000 บาท กำไร = 170,000 - 100,000 = 70,000 บาท . รายงานของ Google ต้องการบอกคุณว่า: • ถ้าคุณเหมายอดจองทั้งหมด (85 ห้อง) เป็นผลงานของ อินฟลู หรือการยิงแอด คุณจะประเมินผลกำไรผิดพลาด เพราะยอดขายที่ได้จากอินฟลูฯ หรือแอดจริงๆ คือแค่ 10 ห้อง (Incremental) . • แต่ถ้าคุณทำ งานสร้างแบรนด์ (Brand Building) ได้ดี ยอดขายพื้นฐาน (Baseline) จากเดิม 70 ห้อง จะค่อย ๆ ขยับขึ้นเป็น 75 หรือ 80 ห้องในระยะยาว . ทำให้คุณมีกำไรที่มั่นคงขึ้นโดยไม่ต้องอัดงบยิงแอดเพิ่มตลอดเวลา . สมการที่ 2: สมการ "กำไรในอนาคต" (The Full Impact) Google ขยายภาพให้ลึกขึ้น . โดยแบ่งยอดจากการตลาดตามมิติของเวลา: กำไร = (ยอดขายพื้นฐาน + ปัจจัยภายนอก + ยอดขายระยะสั้น + ยอดขายระยะยาว) x ราคา - ต้นทุน . • ยอดขายระยะสั้น (Short-term): ผลลัพธ์ที่เห็นทันทีในช่วง 0-4 เดือนแรก เช่น คนเห็นแอดแล้วกดซื้อทันที . • ยอดขายระยะยาว (Long-term): ผลลัพธ์ที่จะตามมาในเดือนที่ 5-24 ซึ่งเกิดจากงานครีเอทีฟที่สร้างความเชื่อมั่นไว้ในใจลูกค้า . ตัวอย่าง: "แบรนด์เครื่องดื่ม (Soft Drink)" ทำแคมเปญโฆษณาเครื่องดื่มรสชาติใหม่: . • ช่วงแรก: การลงงบโฆษณาอาจยังไม่เห็นยอดขายพุ่งทันที เพราะคนยังไม่รู้จัก แบรนด์ยังไม่มีพลัง . • จุดเร่ง: เมื่อคุณใช้ "งานครีเอทีฟ" สื่อสารแบรนด์ต่อเนื่องจนถึงจุดหนึ่ง ข้อความจะเริ่มฝังหัวผู้บริโภค . นี่คือจุดที่กราฟจะพุ่งชันที่สุดและสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้มหาศาลจากงบเท่าเดิม . • บทเรียน: หากคุณวัดผลแค่สั้น ๆ 1-2 เดือน แล้วตัดสินใจว่าไม่เวิร์ค ตัดงบสร้างแบรนด์ทิ้ง . คุณกำลังประเมินค่าความสำเร็จต่ำไปถึง 50% เพราะมองไม่เห็นยอดขายที่จะตามมาในอนาคต . เมื่อเวลาผ่านไป ยอดขึ้นเพราะผลกระทบระยะยาว คุณก็จำไม่ได้แล้วว่า เรามีชื่อเสียงเพราะงานครีเอทีฟ เข้าใจว่า แบรนด์เราดีมาก หรือให้น้ำหนักกับปัจจัยบางอย่างที่เข้ามา เช่น รับที่ปรึกษามาใหม่พอดี ..จุดนี้ทำให้เรา ตาบอด ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่ไม่เกี่ยว . Google แนะ สูตรจัดสรร งบ 40-60% ไปที่การสร้างแบรนด์ (Brand Building) และที่เหลือใช้ปิดการขาย . 1. 40-60% เป็น งบสำหรับการสร้างแบรนด์ (Brand Building) . สายยิงแอด อาจจะใจสั่น เพราะไม่คุ้นเคยกับสูตรนี้ . Google บอกว่า งบส่วนนี้มีเป้าหมาย เพื่อ "สร้างความต้องการ" (Building Demand) และสร้างผลลัพธ์ในระยะยาว (เดือนที่ 5-24) เช่น . • Creative & Storytelling: การวางกลยุทธ์งานโฆษณาที่เน้นอารมณ์ความรู้สึก (Emotional connection) เพื่อให้คนจดจำคุณค่าของแบรนด์ . • Knowledge Content: การให้ความรู้ หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายโดยตรง โดยไม่เน้นการขาย (เช่น ข้อมูลที่ช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ อย่างต่อเนื่อง . • Video Advertising (เช่น YouTube): เป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการสร้าง Brand Awareness และ Consideration . • First-party Data Strategy: การใช้ข้อมูลที่ลูกค้าเต็มใจให้ เพื่อให้เราส่งต่อข้อเสนอหรือเนื้อหาที่ "ตรงใจ" และ "เฉพาะตัว" (Personalization) ซึ่งช่วยเพิ่มความพึงพอใจโดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด . 2. ส่วนที่เหลือ: คืองบสำหรับการกระตุ้นยอดขาย (Performance Marketing) งบส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อ "ปิดการขาย" (Converting Demand) และสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้น (0-4 เดือน) . • ค่ายิงแอด (Ad Spend) แบบเน้น Conversion เน้นให้คนกด "ซื้อเลย" ทันที . • ค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์ "รีวิว": โดยปกติแล้ว อินฟลูฯ ที่เน้นป้ายยา รีวิวสินค้า (บอกสรรพคุณ ราคา พิกัด) จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Performance ทำให้ตัดสินใจซื้อทันที . • โปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษ: การลดราคาหรือข้อเสนอที่เร่งการตัดสินใจใน "ปัจจุบัน" . หมายเหตุ อินฟลูเอนเซอร์: • ถ้าเน้น "รีวิวสินค้า ป้ายยา" เพื่อให้คนซื้อตาม = อยู่ในส่วน Performance ไม่ใช่การสร้างแบรนด์ . • แต้ถ้าเน้นให้ "อินฟลูฯ เป็นหน้าตาของแบรนด์" เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น เป็น Brand ammasador = อยู่ในส่วน 40-60% (Brand) . การสร้างแบรนด์ผ่านงานครีเอทีฟและคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ จะช่วยให้การยิงแอดและการจ้างอินฟลูฯ รีวิวของคุณ "ทำงานได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูกลง" ในระยะยาว . 3 เหตุผล ที่ต้อง โฟกัส "ครีเอทีฟ" 1. ลดความไวต่อราคา (Price Elasticity): แบรนด์ที่แข็งแกร่งผ่านงานครีเอทีฟที่กินใจ จะทำให้ลูกค้าไม่ได้มองแค่ "ราคา" อีกต่อไป . งานวิจัยพบว่าช่วยลดความอ่อนไหวต่อราคาได้ถึง 20% แม้คุณจะขึ้นราคา ยอดขายก็จะตกน้อยกว่าคู่แข่ง . 2. กฎการจ่ายคืน $1.85: ทุกๆ $1 ที่คุณประหยัด จากการตัดงบแบรนด์ในวันนี้ คุณจะต้องจ่ายคืนถึง $1.85 ในอนาคตเพื่อดึงลูกค้าที่เสียไปให้กลับคืนมา . 3. ความเสี่ยงรายได้: ในทุก ๆ ไตรมาสที่คุณหยุดโฆษณา แบรนด์เสี่ยงที่จะเสียรายได้ในอนาคตไปถึง 2% และต้องใช้เวลาถึง 3-5 ปีในการกู้คืน . Google สรุป : การทำแอดขายของอย่างเดียว ทำให้คุณเหนื่อยและจ่ายค่าแอดแพงขึ้นทุกวัน การใช้ "งานครีเอทีฟ" เพื่อสร้างแบรนด์ (Brand Building) คือการสร้างอำนาจการตั้งราคา (Pricing Power) และสร้างกำไรที่ยั่งยืน . #underdogแลกความรู้พิเศษ 👇 ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างสร้างสรรค์ได้ ใต้ comment 👇 . 👉🏻 อัพเดตความรู้ใหม่ ๆ ก่อนใคร ที่ Underdog Unlock SME ทุกช่องทาง . รุ่งพร มีศิลป์ - บทความ จิราพร ตันฑุลานิ - ภาพประกอบ . #ซีรีส์อ่านมาแลก #รุ่งพรมีศิลป์ #ตุ้ยโกญจนาทโขมศิริ #underdogunlocksme #GoogleEffectiveness #MarketingStrategy #BrandBuilding #CreativePower #BusinessGrowth #underdogmarketing

More from Underdog Unlock SME

  • Underdog Unlock SME Facebook ad: อิหยังวะ? เคยได้ยินแต่ แจกฟรีเพื่อดึงคน หรือ ทำ Freemium…

    Ran 82 days

Similar ads in Marketing & Agencies

See all Marketing & Agencies ads