Sangploy Facebook ad: “บทที่ 2 ก็แค่อยากรู้ว่าจะแน่สักแค่ไหน”

Ran for 37 days, from May 24 to June 30, 2026, the last day Crush saw it.
Run by Sangploy on Facebook. Crush is not the advertiser and does not verify its claims. See this ad in Meta's Ad Library(opens in a new tab)
Want an ad like this for your product?
Crush makes new ad images for your product from this ad: your logo, your product photo, your offer.
Trials from $19.95 USD, then $79.95 USD a month. Cancel anytime.
About this ad
- Meta Ad Library ID
- 1502635664781209
- Platforms
- Facebook, Instagram, Audience Network, Messenger, WhatsApp and Threads
- Relaunches
- 0
Ad text
บทที่ 2 ก็แค่อยากรู้ว่าจะแน่สักแค่ไหน หลังจากณรินกลับจากเมืองนอก คำว่า ‘กินข้าวเบา ๆ’ ที่ณุดีพูดไว้ในวันนั้น ไม่ได้เบาอย่างที่ณรินคิดเลยสักนิด ณุดีลากพี่สาวออกไปท่องราตรีแทบทุกคืน เปลี่ยนร้าน เปลี่ยนบรรยากาศ เปลี่ยนเพลง เหมือนตั้งใจจะทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น เพื่อให้ณรินหลุดออกจากความเศร้าที่ณุดีคิดเอาเอง ความจริงแล้ว ณุดีแค่อยากใช้เวลาอยู่กับพี่สาวให้มากที่สุด ทดแทนช่วงที่ณรินหายไปทำงานต่างประเทศและใช้ชีวิตอยู่กับแฟนจนแทบไม่ได้เจอกัน ณรินไม่ได้ซึมเศร้าเหงาหงอยอย่างที่น้องสาวคิด แต่การได้ออกไปข้างนอก ได้หัวเราะกับเรื่องไร้สาระ ฟังเพลงดัง ๆ และไม่ต้องคิดถึงอะไรสักพัก ก็ทำให้ร่างกายและสมองที่ตึงเครียดจากการกรำงานหนักติดต่อกันมาหลายเดือนได้ผ่อนคลาย เพราะอย่างนั้นเธอจึงยอมออกไปกับน้องสาวทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะอยากหนีความเศร้า แต่เพราะอยากใช้ช่วงเวลาธรรมดา ๆ เหล่านี้ด้วยกันกับณุดี ส่วนผู้ชายร่างสูงใหญ่ที่แถมตัวเองมาด้วยแทบทุกงานในวันที่ไม่ติดงานคอนเสิร์ตกับวงร็อคชื่อดังที่เขาเป็นมือกลองประจำวง นอกจากจะทำหน้าที่เป็นกองหนุน เฮไหนเฮนั่น ขับรถรับส่งสองสาวไปทุกที่แล้ว ยังรับบทบอดีการ์ดจำเป็น ทั้งคอยกันภัย กันท่า และกันสายตาที่มองมาเกินจำเป็นเงียบ ๆ แต่ตั้งใจ ท่าทีหวงก้างแบบไม่ยอมรับตรง ๆ นั้น ทำให้ณรินหลุดหัวเราะอยู่หลายครั้งกับอาการที่ออกชัดของ ‘น้องชาย’ ตัวปลอมที่พยายามทำหน้าที่เกินตำแหน่งไปไกลโข เหมือนค่ำนี้ที่ทั้งสามคนมานั่งทานข้าวฟังดนตรีสดหลังณรินเลิกงาน ณุดีนั่งโยกหัวตามจังหวะเพลงอย่างออกรสออกชาติ ส่วนณรินถือแก้วเครื่องดื่มเย็นจัดไว้ในมือ ฟังเพลงไปเรื่อย ๆ มองแสงไฟประดับที่พาดผ่านกิ่งไม้เหนือศีรษะอย่างอารมณ์ดี จนกระทั่งเธอสังเกตเห็นโต๊ะข้าง ๆ ส่งยิ้มมาให้ พร้อมยกแก้วขึ้นทำท่าเชียร์อย่างสุภาพ ณรินยิ้มตอบตามมารยาท แล้วยกแก้วในมือขึ้นเล็กน้อยเป็นการรับไมตรี แค่นั้นเอง 'น้องชาย' ตัวโตที่นั่งอยู่อีกข้างก็ขยับมานั่งบังวิวโต๊ะเจ้ากรรมอย่างแนบเนียน แล้วยังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ณรินเงยหน้ามองการเคลื่อนไหวที่จงใจจนออกนอกหน้า ก่อนจะหลุดหัวเราะเบา ๆ กับอาการของคนที่พยายามทำตัวเป็นก้างชิ้นโต เธอรู้ทันทุกอย่าง แต่เลือกจะไม่พูดอะไรเลย "ยิ้มเยอะไปละ" เจ้าก้างบอกเสียงดุ เมื่อเห็นรอยยิ้มของ 'พี่สาว' "ตั้งใจเศร้าหน่อย" เขาพยักพเยิดไปทางณุดี "เดี๋ยวณุมันจับได้" ณรินหัวเราะอีกครั้ง ยิ้มกว้างกว่าเดิมอย่างตั้งใจแกล้ง เธอยกแก้วเย็นเฉียบในมือขึ้นแตะที่แก้มคนพูดเบา ๆ ความเย็นจัดสัมผัสผิวเขาแวบหนึ่งเหมือนจะบอกว่า 'ใจเย็น ๆ นะ' ก่อนที่เธอจะตอบรับพร้อมหัวเราะเสียงใส “โอเค” เพียงแค่นั้นคนตัวโตก็เสียงแผ่วลงอย่างยอมจำนน ไม่ต้องหันไปมองเธอก็รู้ว่ารอยกำลังลูบแก้มตัวเองที่แดงจัดไปจนถึงใบหูอย่างไม่อาจปิดบัง แล้วณรินก็หันกลับไปมองเวที และคุยกับณุดีต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยทุกอย่างไว้ตรงนั้นเหมือนทุกที คืนวันเสาร์ที่ผู้คนพากันออกไปสังสรรค์ ณุดีชวนณรินไปที่ร้าน Soul Record เพื่อสังสรรค์กับเพื่อนเก่าที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก รอยตามมาสมทบตอนเกือบเที่ยงคืน หลังจบงานคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัด เขาลงจากรถอย่างอารมณ์ดี เดินฝ่าฝูงคนเข้าไปในร้านด้วยสภาพเหนื่อยล้าแต่ยังมีรอยยิ้ม แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในร้าน สายตาเขาก็หยุดนิ่ง ภาพตรงที่เห็นหน้าทำให้อุณหภูมิในร่างกายเขาพุ่งสูงขึ้นในเสี้ยววินาที ณรินยืนอยู่บนเวทีในชุดกางเกงยีนเสื้อกล้ามสีขาวธรรมดา แสงไฟสลัวสะท้อนบนคอระหงและไหปลาร้าที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามตัวสั้น เป็นความเรียบง่าย แต่ดึงดูดทุกสายตาให้ต้องมองมาที่เธอ เสียงร้องนุ่มลึกของเธอร้อยไหลไปตามทำนองเพลงแจ๊สที่พลิ้วสะบัด ผสานเสียงแซกโซโฟนอย่างกลมกลืน ดวงตาเธอพริ้มหลับอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังฟังเสียงหัวใจตัวเองมากกว่าเสียงดนตรีรอบข้าง สะโพกกลมไหลพลิ้วตามจังหวะดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ ทุกการเคลื่อนไหวไม่จงใจ แต่กลับปลุกเร้าสายตาอย่างประหลาด สำเนียงที่เอื้อนเอ่ยทอดยาวอ่อนหวาน ล่อลวงให้คนทั้งร้านอยู่ในการควบคุมของเธอโดยไม่รู้ตัว Are you gonna stay with the one who loves you Or are you goin' back to the one you love? Someone's gonna cry when they know they've lost you Someone's gonna thank the stars above (เพลง The One You Love โดย Glenn Frey) ณุดียืนเล่นกีตาร์อยู่ข้างหลัง มองพี่สาวอย่างภูมิใจ ส่วนรอย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นภาพนั้น เขาอยากให้เสียงเพลงเงียบลง อยากให้ไฟบนเวทีมืดดับ อยากให้ผู้คนทั้งร้านหายไป อยากเอาตัวเธอไปซ่อนไว้บนยอดเขาไม่ให้ใครเห็น แต่สิ่งที่ทำได้ ก็แค่เพียงยืนมอง สะกดใจ แล้วเดินเข้าไปใกล้เวทีตอนที่เพลงจบลงและเสียงเชียร์ดังลั่นร้าน ณรินโบกมือให้คนดูที่ตะโกนเรียกชื่อเธออย่างสนุกสนาน ก่อนที่เธอจะหันมาเห็นรอยที่ยืนอยู่ด้านหน้าและยิ้มให้เขาทั้งปากทั้งดวงตา ยิ้มแบบที่รอยอยากจะคิดว่ามันมีไว้เพื่อเขาคนเดียว รอยยื่นมือไปรับ ตอนเธอก้าวลงจากเวที มือใหญ่ประคองเอวบางเบา ๆ และปล่อยอย่างสุภาพ แล้วหันไปเรียกณุดีที่ยังคุยติดลมกับเพื่อน ๆ ให้ตามลงมาจากเวที สองสาวหัวเราะคิกคัก แก้มแดงจากแอลกอฮอล์อย่างที่เขาคิดไว้ตั้งแต่แรก เพราะถ้าไม่เมา ณรินไม่มีทางขึ้นไปยืนบนเวที ปล่อยให้เสน่ห์ของตัวเองแผ่กระจายทั้งร้านอย่างที่เห็น รอยจับสองสาวใส่เบาะหลังรถแม้เจ้าณุจะร้องโวยวายไม่ยอมกลับ เขาก้มลงคาดเข็มขัดให้ผู้หญิงเมาที่ชวนกันร้องเพลงและพยายามจะลุกขึ้นเต้นไม่หยุด ใจหนึ่งก็ขำใจหนึ่งก็หงุดหงิด ที่พี่น้องสองสาวพากันก่อกวนไม่ให้ความร่วมมือ จัดการกับเจ้าณุเสร็จ รอยอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อคาดเข็มขัดให้คนพี่ ณรินไม่ขัดขืน เธอนั่งพิงเบาะนิ่ง ๆ ปล่อยให้เขาดึงสายเข็มขัดพาดผ่านตัวอย่างว่าง่าย เขาก้มตัวเข้าไปใกล้เพื่อล็อกเข็มขัด จนใบหน้าอยู่ห่างเธอเพียงลมหายใจกั้น กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมของเธอลอยแผ่วอยู่ใกล้แก้มเขา และก่อนที่เขาจะถอยตัวออก มือเรียวยกขึ้นแตะแก้มเขาเบา ๆ เหมือนหยอก สัมผัสแผ่วบางแต่ทำให้หัวใจเขาสะดุด “แท้งกิ้วนะ” ในชั่วขณะนั้น เสียงเธอนุ่มเบา อ่อนหวาน ดวงตาสวยคู่นั้นยิ่งดูแวววาวและยั่วเย้า รอยต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีไม่ก้มลงไปจนเกินขอบเขตความปลอดภัย เขากลั้นใจ แล้วรีบถอยออกมานอกรถ เป่าปากยาวอย่างโล่งใจเหมือนเพิ่งรอดพ้นจากมหันตภัยร้ายแรง แต่สองพี่น้องไม่เปิดโอกาสให้เขาว้าวุ่นอยู่นาน ทันทีที่รถเคลื่อนตัว คู่ดูโอก็เปิดคอนเสิร์ตแข่งกับเสียงวิทยุในรถไปตลอดทาง ผลัดกันร้องผลัดกันเต้นจนรถโยก รอยมองภาพนั้นจากกระจกมองหลังแล้วอมยิ้ม ณรินเมาแล้ว... น่ารักเกินไป ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ คนน่ารักก็โผล่หน้ามาตรงช่องว่างระหว่างเบาะหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอยื่นหน้ามาใกล้จนจมูกเธอเกือบชนแก้มเขา มือเรียวขยี้ผมเขาแรง ๆ เหมือนที่เคยทำ รอยกำพวงมาลัยแน่น หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าจะเผลอทำรถหลุดลงข้างทาง "ขอมือกลองหน่อยค่า" ณรินบอกคนขับเสียงใส ทำให้หัวใจเขาเต้นดังยิ่งกว่ากลองชุดที่ตีบนเวทีใหญ่ แต่ก็ตบพวงมาลัยเป็นจังหวะกลองให้ตามที่นักร้องขอ เสียงหัวเราะและเสียงร้องของสองสาวจึงดังยิ่งกว่าเดิม รอยส่งสองพี่น้องถึงบ้านตอนตีหนึ่งกว่า ทั้งคู่เดินกอดคอกันโซซัดโซเซเข้าประตูอย่างอารมณ์ดี ณรินหันกลับมาโบกมือให้ เมื่อเห็นว่าเขายังยืนพิงรถมองตามอยู่ไม่ไปไหน “กลับได้แล้ว” เธอขยับปากบอกเขาโดยไม่มีเสียง พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ รอยพยักหน้ารับ แล้วกลับขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง แล้วนั่งหลับตานิ่งอยู่อย่างนั้นภายในรถที่ยังอบอวลด้วยกลิ่นน้ำหอมของณริน กลิ่นของเธอหอมเหมือนเปลือกไม้แห้งผสมวานิลลาอ่อน ๆ ไม่หอมหวาน แต่หอมลึก ไม่เรียกร้องความสนใจ แต่หลอกหลอนลอยวนอยู่ในความรู้สึก เหมือนตั้งใจ...ไม่ให้ลืม แม้เจ้าของกลิ่นจะไม่อยู่แล้ว แต่เงาของเธอยังทาบทับอยู่รอบกาย รอยเอนศีรษะพิงเบาะ ซึมซับร่องรอยของเธอที่หลงเหลือให้โหยหา เขาตั้งใจจะกลับบ้าน แต่ไม่มั่นใจเลยว่าคืนนี้จะหลับลง เพราะทั้งภาพรอยยิ้มบนเวที เสียงหัวเราะใสข้างหู ปลายนิ้วที่แตะแก้มเขาเบา ๆ และกลิ่นหอมของณริน ยังหมุนวนอยู่ในอก ไม่จางหายไปไหนเลย หลังจากคืนนั้น รอยหลอกล่อณุดีให้ปาร์ตีที่บ้านแทนที่จะพาณรินออกไปข้างนอก แล้วณุดีก็ติดกับ เพราะรอยเอาเกม PlayStation รุ่นล่าสุดมาล่อ คืนนี้ทั้งสามคนจึงนั่งล้อมวงหน้าจอทีวี พร้อมเบียร์หลายกระป๋องวางเรียงบนโต๊ะ ณุดีกับรอยนั่งประกบณรินคนละข้าง รับบทติวเตอร์จำเป็นสอนหญิงสาวเล่นเกมอย่างตั้งอกตั้งใจ ณรินจ้องหน้าจอเขม็ง ใบหน้าขึงตึงราวกับกำลังประชุมบอร์ดบริหาร พยายามควบคุมตัวละครในเกมอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่แล้ว...เจ้าตัวการ์ตูนที่เธอพยายามจะบังคับให้วิ่งให้ทันเพื่อน ก็ลื่นตกหน้าผาตาย ทั้งที่รอยตะโกนลั่นว่า “หยุด! หยุด!” หรือบางครั้งก็กดผิดปุ่ม กระโดดขึ้นบันไดไม่ทัน จนพลาดท่าตายอยู่ก้นเหวอย่างน่าเจ็บใจ ณุดีกับรอยหัวเราะเสียงดัง ขำความพังของเธอจนแทบหายใจไม่ทัน ทำให้ 'พี่สาว' ปรี๊ดแตกขว้างหมอนใส่ไม่ยั้ง แต่สุดท้ายคู่หูก็ต้องช่วยกันง้อให้เธอกลับมาเล่นต่อ จนแล้วจนรอด ผู้บริหารสาวที่ชนะมาแล้วทุกเกมการต่อรองธุรกิจพันล้านก็แพ้ราบคาบหมดทุกเกมบนหน้าจอสี่เหลี่ยม แม้แต่เกมเลเวลเด็กสุดที่รอยแทบจะจับมือเล่น สาวสวยที่ชอบคุมเกมเริ่มหงุดหงิด พาลไปหมดทุกอย่าง ก่อนจะคว้ารีโมตมากดปิดหน้าจอแบบไม่ให้ตั้งตัว ตอนที่สองคู่หูกำลังไล่ยิงศัตรูในเกมสไนเปอร์อย่างดุเดือด จอภาพดับลงดื้อ ๆ สองเพื่อนซี้หันมามองร่างเพรียวที่นั่งกอดอกหน้าบูดอยู่บนโซฟา มือกำรีโมตแน่น “จะดูหนัง” เธอประกาศสั้น ๆ ชัดเจน ไม่เปิดช่องให้ต่อรอง ณุดีหันไปมองรอย สีหน้าขำไม่ออก ส่วนรอยยักไหล่ ถอนหายใจเบา ๆ “โอ…เค้” เขาตอบรับอย่างยอมจำนนโดยสมบูรณ์แบบ ณุดีกระโดดขึ้นไปนั่งบนโซฟาข้างพี่สาว เปิดเบียร์ให้อีกกระป๋องเพื่อดับความเกรี้ยวกราด รอยทิ้งตัวนั่งบนพื้นหน้าโซฟาอีกข้างของณริน กระดกเบียร์จนหมดแล้วเปิดใหม่ ณรินยื่นรีโมตให้ณุดีที่นั่งเอาอกเอาใจอยู่ข้าง ๆ "ให้ณุเลือก" ณุดีรับรีโมตมากดเลื่อนไปมา สักพักก็กดเลือกหนังผีเรื่องดังที่เพิ่งเข้าฉาย เพื่อนซี้ที่นั่งบนพื้นโวยทันที "ไม่อ้าว... กูกลัวผี" สองสาวหัวเราะคนตัวโตที่ประกาศลั่น ณุดีคว้าหมอนปาใส่เพื่อนไม่ปรานี แล้วกดเล่นหนังที่เลือก "อะ เอาไปปิดตา" พอหนังเริ่มฉาย บรรยากาศในห้องก็ค่อย ๆ เงียบลง พร้อมเสียงเอฟเฟกต์ในจอที่ทำให้ความหลอนค่อย ๆ คืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจผู้ชมที่นั่งตัวเกร็งหน้าจอ และเมื่อถึงฉากที่ผีกำลังจะโผล่ออกมา คนที่กลัวผีจนต้องเอาผ้าห่มมาคลุมหัวไม่ยอมดูต่อคือณุดี เจ้าณุนั่งเบียดณรินมุดอยู่ใต้ผ้าไม่ยอมดูไม่ยอมฟังอะไรทั้งสิ้น ณรินหัวเราะน้องสาวที่ตอนแรกทำเป็นเก่ง แต่ตอนนี้นั่งเกาะแขนเธอตัวสั่นงันงก พี่สาวเลยโอบตัวคนน้องที่คลุมโปงมิด ปลอบไปหัวเราะไป ส่วนร่างสูงที่ประกาศตัวว่ากลัวผีตั้งแต่ต้น นั่งกอดเข่าเอาหมอนปิดตาเป็นระยะ บางฉากที่น่ากลัวจนหัวใจเกือบหยุดเต้น รอยเอนตัวลงซุกหน้าที่ขอบโซฟา แล้วแก้มเขาก็เผลอไปแตะมือเรียวที่วางนิ่งอยู่บนเบาะ ใจเขาเต้นแรงขึ้นมาอีกแล้ว แต่เหมือนเจ้าของมือกำลังจดจ่อกับจอ จึงไม่ได้ดึงมือหนี รอยลองเอียงหน้าลงทับมือที่วางนิ่งอีกครั้ง เหมือนขอเกาะเป็นที่พึ่งทางใจ นิ้วเรียวกระตุกนิดเดียวเหมือนรับรู้ แต่ไม่ขยับหนี เขายิ้มบางกับตัวเอง ก่อนจะจับมือเรียวของเธอไว้ในอุ้งมือใหญ่ ความกลัวผีหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ที่สะดุ้งเมื่อครู่ก็แกล้งทั้งนั้น แค่ข้ออ้างให้เขายึดมือเรียวมาจับไว้ให้อุ่นใจเท่านั้นเอง นิ้วมือยาวค่อย ๆ สอดประสานกับนิ้วเรียวบอบบางอย่างระมัดระวัง ฝ่ามือทั้งสองแนบกันแน่นจนรับรู้ถึงความอุ่น ไม่มีใครพูดอะไร มีแค่สองมือที่กุมกันไม่ปล่อย ลุ้นไปพร้อมกันจนถึงฉากสุดท้าย จนเมื่อเครดิตตอนจบปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ณรินคลายมือออก ก่อนขยี้ผมเขาเบา ๆ พร้อมหัวเราะ “จบแล้ว” รอยมองตามมือนั้น แต่ก็ต้องยอมปล่อยอย่างเสียดาย ณรินหันไปเรียกณุดี แต่คนใต้ผ้าห่มหลับสนิทไปแล้วเรียบร้อย เธอจึงขยับตัวจัดหมอนให้คนน้องนอนเหยียดยาวบนโซฟา ห่มผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเอ็นดู เธอเลื่อนตัวลงมานั่งบนพื้นข้าง ๆ รอย เปิดเบียร์อีกกระป๋อง แล้วกดรีโมตเลื่อนหาหนังดูต่อไม่เร่งรีบ รอยกระดกเบียร์ที่เหลือในมือจนหมด แล้วเปิดกระป๋องใหม่ พลางมองคนข้างตัวอย่างใช้ความคิด หญิงสาวหันมามองสบตาเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้อง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงถาม "ไม่เศร้าบ้างเหรอ" รอยถามออกไปในที่สุดด้วยคำถามที่ติดอยู่ในใจเขามาหลายวัน "เศร้า... เรื่องอะไร" หญิงสาวถามกลับ แต่ตายังอยู่ที่จอ กดเลือกหนังไปเรื่อย ๆ “ก็… ที่เพิ่งเลิก” เขาหยุด ก่อนจะถามต่อด้วยคำถามที่อยากรู้ที่สุด “ไหนบอกว่าจะแต่งงาน” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ แล้วกดเล่นหนังที่เลือกได้ในที่สุด “เศร้ามั้ง” เธอพูดเหมือนเพิ่งคิดขึ้นได้ตอนที่ถูกถาม “… แต่เสียดายมากกว่า” รอยใจหายวาบเมื่อได้ยินคำตอบ เขายกเบียร์ขึ้นดื่มอีกหลายอึกติดกันจนหมดกระป๋อง พยายามทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรกับคำตอบของเธอ ณรินเหลือบตามอง ตอนที่เขาเปิดเบียร์อีกกระป๋องและกระดกเข้าไปอึกใหญ่ หญิงสาวดื่มกระป๋องของตัวเองจนหมด แล้วเอื้อมมือไปแย่งเบียร์กระป๋องนั้นในมือเขาที่ดื่มไปแล้วบางส่วนมากระดกต่อทันที รอยชะงักเล็กน้อย มองเธอดื่มเบียร์กระป๋องนั้นต่อจากเขาด้วยความสับสน เบียร์หมดไปหลายกระป๋องแล้ว แต่แววตาณรินยังดูมีสติครบ แม้นัยน์ตาจะดูหยาดเยิ้มกว่าปกติเล็กน้อย เหมือนบางอย่างกำลังเอ่อขึ้นใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบ เธอเงียบไปครู่หนึ่ง มองภาพบนหน้าจอแต่ไม่ได้สนใจสิ่งที่ผ่านสายตา ก่อนจะหันมาบอกชายหนุ่มที่ไม่เคยละสายตาจากเธอ “เสียดายเวลาที่เปล่าประโยชน์…กับคนที่ไม่ใช่” เขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงทุ้มต่ำ “แล้วคนที่ใช่…เป็นแบบไหน” ไม่มีรอยยิ้มล้อเล่นในน้ำเสียงนั้น มีเพียงความสงสัย และความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ปิดบัง ไม่เคยปิดบัง ณรินนิ่งไป มุมปากยกขึ้นบาง ๆ แววตาครุ่นคิดราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำตอบ แต่สุดท้ายเธอไม่พูดอะไร ก่อนจะหันกลับไปดูหนังที่เปิดค้างไว้ รอยยังคงเฝ้ามองใบหน้าสวยละมุนด้วยความใคร่รู้ เขารู้ว่าเธอมีเช็กลิสต์ คนที่ณรินเลือกจะต้องตรงตามมาตรฐานของ “คู่ชีวิต” ที่เธอวางไว้ทุกข้อ และเขา… ไม่ตรงเลยสักข้อเดียว แต่สิ่งที่รอยสงสัยมาตลอด คือ ผู้ชายทุกคนที่ณรินเลือกและผ่านเช็กลิสต์นั้น ล้วนดูสมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างครอบครัวและอนาคตที่มั่นคง แล้วทำไมสุดท้ายไม่เคยมีงานแต่งงานเกิดขึ้นจริง ถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่ แล้วใครกันที่เธอกำลังมองหา ใครกัน ที่จะไขปริศนาในรอยยิ้มของณรินที่เขาเฝ้ามองมาตลอดสิบห้าปี ณรินหันกลับมาตอนที่รอยคิดว่าเธอไม่สนใจเขาอีกแล้ว ดวงตากว้างยาวของเธอหยุดนิ่ง หรี่มองเขาเหมือนกำลังคำนวณบางอย่างในใจ เผยอกลีบปากอิ่มเห็นไรฟันขาว ราวกับจะพูดบางอย่าง และก่อนที่รอยจะทันตั้งตัว เธอขยับเข้ามาใกล้ ใกล้จนลมหายใจอุ่นของเธอแตะผิวแก้มเขา ใกล้จนได้กลิ่นเปลือกไม้เจือวานิลลาบางเบา แล้วริมฝีปากนุ่มก็ประทับลงบนปากอุ่นของเขา รอยเกือบหยุดหายใจไปในวินาทีนั้น เหมือนทั้งโลกเป็นเพียงความฝัน มีแต่สัมผัสของหญิงสาวตรงหน้าที่มีอยู่จริง จูบของเธอไม่ใช่แค่สัมผัส มันแนบแน่น ปลุกเร้า เหมือนเหล้าดีกรีแรงที่ไหลลงคอโดยไม่เตือนล่วงหน้า ร้อน แผดเผา บาดลึก แล้วทิ้งความหวานไว้ตรงกลางอก ปากอิ่มอ่อนนุ่มกดลึกลงบนริมฝีปากล่างของเขาอีกครั้ง ก่อนที่จะลิ้มรสผิวเนื้ออุ่นด้วยลิ้นเล็ก แล้วจึงค่อยถอยเชื่องช้าและอาวรณ์ แต่รอยไม่ยอม ชายหนุ่มรั้งท้ายทอยเธอไว้ไม่ให้หนี มืออีกข้างลากเอวบางเข้ามาแนบตัว ชิดจนแทบไม่มีช่องว่างเหลือ รอยเปลี่ยนจากฝ่ายที่โดนบุก เป็นคนที่รุกกลับ เหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกปล่อยจากโซ่ตรวนที่ผูกล่ามเขาไว้มานาน 15 ปี เขากดจูบ หนัก แน่น ไม่ปรานี ปลดเปลื้องความปรารถนาที่กดเก็บเอาไว้อย่างยาวนานผ่านไอระอุของลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโหยหา ริมฝีปากอุ่นรุกไล่เรียกร้องจูบจากเธอ เหมือนกำลังตามทวงสิ่งที่หญิงสาวซุกซ่อน ไม่ใช่ความหวานละมุน แต่เป็นความต้องการ ล้ำลึก รุนแรง ณริน…เกาะมือบนตัวเขา นิ้วจิกลงบนไหล่เหมือนเรี่ยวแรงหายไปหมดสิ้น ลมหายใจของเธอขาดเป็นห้วงด้วยความปรารถนาในอกที่ถมทับจนแทบทนไม่ไหว เสียงครางแผ่วเบาหลุดออกมาผ่านกลีบปากที่เขาครอบครอง "รอย..." รอยถอยริมฝีปากออกนิดเดียว มองแววตาที่สั่นไหวยิ่งกว่าเสียงที่เปล่งออกมา คำพูดที่ไม่มีเสียงในแววตานั้นทำให้เขาแทบคลั่ง มันไม่ได้บอกว่า 'ฉันชอบเธอ' แต่มันพูดว่า…'ฉันอยากได้เธอ' ณรินลุกขึ้นจากพื้นที่นั่งหน้าโซฟา รอยลุกตามมายืนใกล้ จับมือเธอไว้ในมือใหญ่ แล้วเขาก็เดินตามเธอขึ้นบันได ในคืนที่เสียงหัวใจของเขาดังยิ่งกว่าเสียงกลองที่เคยตีมาตลอดทั้งชีวิต และในคืนนั้น เขาไม่แน่ใจเลยว่า แรงดึงดูดนี้กำลังพาเขาไปสู่ความสุขหรือหายนะ แต่เขาก็ยังเลือกเดินตามมันไปอยู่ดี _________________________ อ่านต่อได้ที่ลิ้งนี้ค่ะ อ่านอีบุ๊กได้ที่ Meb ค่ะ https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6ODoiMTU2OTA4OTMiO3M6NzoiYm9va19pZCI7czo2OiI0NDEyNDkiO30 อ่านรายตอนได้ที่ Read A Write, ธัญวลัย, Dek-D https://www.readawrite.com/a/Zhgsvc-Gravity-Soul-Record-%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B6?r=search_article https://www.tunwalai.com/story/901379 https://writer.dek-d.com/dekdee/writer/view.php?id=2670874 _________________________ เธอไม่เคยเลือกเขา ไม่ว่าจะถูกบอกรักสักกี่พันครั้ง เขาไม่เคยเลิกรัก ไม่ว่าจะถูกบอกลาสักกี่สิบปี รอยรู้ว่าเขาไปรักคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว นอกจากทำให้เธอรู้สึกเหมือนกัน แต่คนที่มองความรักเป็นจุดบอดอย่างเธอ จะยอมถอยและเลือก 'หัวใจ' มากกว่า 'อนาคต' จริงหรือ แม้ว่าเธอจะอยากรักเขาเป็นคนสุดท้าย _________________________ Gravity - Soul Record บันทึกวงโคจรของหัวใจ นิยายรัก โดย แสงพลอย #นิยายรัก #นิยายโรมานซ์ #นิยายรักโรแมนติก #รักโรแมนติก #รักแรก #รักแท้ #feelgood








