

Active· since Jun 1, 2026
- 102
- days running
- 0
- relaunches
Ad copy
🔍 5 โรคฮิตระบบทางเดินอาหาร ที่เป็นแล้วต้องใส่ใจ ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้เร็ว! เคยไหมคะ? ที่รู้สึกปวดท้อง อืดท้อง หรือแน่นหน้าอกจนรบกวนชีวิตประจำวัน หลายคนมักคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่กินยาก็คงหาย แต่รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคในระบบทางเดินอาหารที่ซ่อนอยู่ หากปล่อยทิ้งไว้นานวันเข้า อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่รรักษายาก วันนี้เรามารู้เท่าทัน 5 โรคยอดฮิตของระบบทางเดินอาหารกันค่ะ ว่าแต่ละโรคมีสาเหตุมาจากอะไร และมีอาการอย่างไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างถูกต้องค่ะ 🏥 1️⃣ โรคกระเพาะอาหาร (Gastric Disease) 🥗 โรคนี้เป็นโรคยอดฮิตที่คนทำงานหลายคนคุ้นเคยกันดีค่ะ มักเกิดจากการที่เยื่อบุภายในกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบหรือเป็นแผล ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ค่ะ 🔹 สาเหตุ: สาเหตุหลักมักมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า เอช.ไพโลไร (H. pylori) ซึ่งปนเปื้อนมากับอาหารที่ไม่สะอาด นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็มีผลมากค่ะ เช่น การทานอาหารไม่ตรงเวลา การทานอาหารรสจัดเกินไป ความเครียดสะสม หรือการทานยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์) เป็นเวลานานๆ ซึ่งยาเหล่านี้จะไปกัดกระเพาะจนทำให้เกิดแผลได้ค่ะ 🔸 อาการ: ผู้ป่วยมักมีอาการปวดแสบหรือจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนหรือหลังทานอาหารก็ได้ค่ะ บางรายจะมีอาการท้องอืด แน่นท้อง เหมือนอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ หรืออาเจียนร่วมด้วย หากเป็นรุนแรงอาจมีการถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ซึ่งเป็นสัญญาณของเลือดออกในกระเพาะอาหาร ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ 2️⃣ โรคกรดไหลย้อน (Acid Reflux/GERD) 🔥 ใครที่ชอบทานมื้อดึกแล้วนอนทันทีต้องระวังโรคนี้ให้ดีเลยค่ะ โรคกรดไหลย้อนเกิดจากภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบ 🔹 สาเหตุ: สาเหตุสำคัญมาจากความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ทำงานได้ไม่ดี ทำให้ปิดกั้นน้ำย่อยไม่ได้ค่ะ ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยคือพฤติกรรมการกิน เช่น การกินอิ่มมากเกินไป การกินแล้วนอนทันที การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือแม้แต่ความอ้วนที่เพิ่มแรงดันในช่องท้องก็เป็นสาเหตุได้เช่นกันค่ะ 🔸 อาการ: อาการเด่นชัดคือ อาการแสบร้อนกลางอก (Heartburn) ลามขึ้นมาถึงคอ รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากเพราะน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมา บางคนอาจมีอาการไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือเจ็บหน้าอกคล้ายโรคหัวใจ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ ไม่ควรซื้อยากินเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับพฤติกรรมและการรักษาที่ถูกจุดค่ะ 3️⃣ โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel Disease - IBD) ⚠️ โรคนี้มีความซับซ้อนและรุนแรงกว่าที่คิดค่ะ เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งรวมถึงโรคโครห์น (Crohn's disease) และลำไส้ใหญ่เป็นแผลอักเสบ (Ulcerative Colitis) 🔹 สาเหตุ: ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด 100% แต่ทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ร่วมกับปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การสูบบุหรี่ หรือความเครียด ที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองผิดปกติจนเกิดการอักเสบเรื้อรังค่ะ 🔸 อาการ: อาการมักจะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ได้แก่ ปวดท้องรุนแรง ท้องเสียเรื้อรัง และที่สำคัญคือมักมีมูกเลือดปนออกมากับอุจจาระค่ะ นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลีย มีไข้ต่ำๆ หรือมีภาวะโลหิตจางร่วมด้วย หากมีอาการถ่ายเป็นเลือด ควรรีบพบแพทย์เพื่อส่องกล้องวินิจฉัยนะคะ 4️⃣ โรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome - IBS) 🌪️ โรคนี้อาจไม่ได้ทำให้เกิดแผลในลำไส้เหมือน IBD แต่สร้างความรำคาญใจและกระทบคุณภาพชีวิตมากค่ะ เป็นภาวะที่ลำไส้ทำงานผิดปกติ ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทั้งที่ตรวจร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างลำไส้ 🔹 สาเหตุ: สาเหตุยังไม่ชัดเจน แต่มักเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ผิดปกติระหว่างสมองและลำไส้ (Gut-Brain Axis) ความเครียดและความวิตกกังวลเป็นตัวกระตุ้นสำคัญเลยค่ะ รวมถึงการทานอาหารบางชนิดที่ลำไส้เราย่อยได้ยาก หรือการเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียในลำไส้ 🔸 อาการ: ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกร็งท้อง ซึ่งมักจะดีขึ้นหลังจากได้ขับถ่าย มีความผิดปกติในการขับถ่ายที่แปรปรวน เดี๋ยวท้องผูก เดี๋ยวท้องเสีย สลับกันไปมา หรือบางคนอาจรู้สึกถ่ายไม่สุด ท้องอืด มีลมในท้องเยอะ อาการเหล่านี้มักเป็นเรื้อรังและเป็นมากขึ้นเมื่อมีความเครียดค่ะ 5️⃣ โรคนิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) 🟢 หลายคนเข้าใจผิดว่าอาการปวดท้องจากนิ่วคือโรคกระเพาะ แต่อันที่จริงแล้วมีความแตกต่างกันค่ะ นิ่วเกิดจากการตกตะกอนของสารต่างๆ ในน้ำดี จนจับตัวเป็นก้อนแข็งในถุงน้ำดี 🔹 สาเหตุ: สาเหตุหลักเกิดจากความไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี โดยเฉพาะคอเลสเตอรอลที่มีมากเกินไป จนตกตะกอนเป็นก้อนนิ่ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ ความอ้วน การลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วเกินไป การทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ หรือผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชายค่ะ 🔸 อาการ: อาการที่สังเกตได้คือ จุกเสียดแน่นท้องบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ มักเกิดหลังทานอาหารมื้อหนักหรืออาหารที่มีไขมันสูง อาการปวดอาจร้าวไปที่หลังหรือไหล่ขวา ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน หากก้อนนิ่วไปอุดตันท่อน้ำดี อาจทำให้มีไข้หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งต้องรีบรักษาทันทีค่ะ การดูแลระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่ตัวเราค่ะ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการทานอาหารให้ตรงเวลา เคี้ยวอาหารให้ละเอียด เลี่ยงอาหารรสจัดและของมันของทอด รวมถึงการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม หากใครมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้นและเป็นเรื้อรัง อย่าปล่อยไว้นะคะ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการรู้เร็ว รักษาเร็ว คือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพดีค่ะ 💚 อ้างอิง: https://ccpe.pharmacycouncil.org/index.php?option=article_detail&subpage=article_detail&id=437 https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/irritable-bowel-syndrome/symptoms-causes/syc-20360016 https://my.clevelandclinic.org/health/articles/7040-gastrointestinal-diseases https://www.ram-hosp.co.th/en/news_detail/1917 https://www.bumrungrad.com/healthspot/february-2018/about-digestive-disorders #ปวดท้อง #Bluzone #bluzoneวิถีชีวิตที่ยั่งยืน
Like this ad? Make it yours.
Crush rebuilds this exact creative around your product — your brand, your colors, your offer — in about a minute.


