Skip to content
Future Trends

Future Trends Facebook ad: “[Future Brand] กลยุทธ์โตเร็วขึ้น 2.5 เท่า และลดต้นทุนได้…”

Future Trends Facebook ad: [Future Brand] กลยุทธ์โตเร็วขึ้น 2.5 เท่า และลดต้นทุนได้…

Ran for 7 days, from September 15 to September 22, 2026, the last day Crush saw it.

Run by Future Trends on Facebook. Crush is not the advertiser and does not verify its claims. See this ad in Meta's Ad Library(opens in a new tab)

Want an ad like this for your product?

Crush makes new ad images for your product from this ad: your logo, your product photo, your offer.

Trials from $19.95 USD, then $79.95 USD a month. Cancel anytime.

About this ad

Meta Ad Library ID
1388000750151518
Platforms
Facebook and Instagram
Relaunches
0

How we count

Ad text

[Future Brand] กลยุทธ์โตเร็วขึ้น 2.5 เท่า และลดต้นทุนได้ 43% ต้องเข้าใจเทรนด์ Collaboration ที่มีกุญแจอยู่ที่ ‘Fandom’ จากกรณีศึกษา 6 แบรนด์ 3 คอลแลบ . . ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกคนเข้าสู่ตอนที่ 1 ของ ‘Trends-Maxxing’ ซีรีส์บทความที่ว่าด้วยการรีดศักยภาพของเทรนด์ออกมาใช้ให้ถึงขีดสุด เราจะแกะให้เห็นแรงขับที่ซ่อนอยู่ใต้คลื่นเทรนด์แต่ละลูก แล้วแปลงมันเป็นกลยุทธ์ที่คุณสามารถหยิบไปพัฒนาต่อให้ธุรกิจโตแบบก้าวกระโดด . [ ตอนที่ 1: Collaboration ] . หลายคนมักมองว่าการคอลแลบระหว่างแบรนด์เป็นเพียงแค่กิจกรรมการตลาดน่ารักๆ สร้างกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดียแล้วก็หายไป แต่ความจริงเบื้องหลังฉากหน้าอันแสนสนุกนั้น มันคือแผนกลยุทธ์ที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้แบรนด์เติบโตได้จริง . ข้อมูลเชิงสถิติจาก McKinsey & Company เผยว่า กิจกรรมการจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 14% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2016 และมีการลงนามข้อตกลงกันมากกว่า 10,000 ครั้งในแต่ละปี ยิ่งไปกว่านั้น ภายในปี 2030 โมเดลที่เรียกว่า ‘Integrated Business Ecosystems’ หรือ ระบบนิเวศทางธุรกิจแบบบูรณาการ จะก้าวเข้ามาครองสัดส่วนถึง 25% ของเศรษฐกิจโลก คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 70 ล้านล้านดอลลาร์ ราวๆ 2,285 ล้านล้านบาท . ทำไมตัวเลขเหล่านี้ถึงพุ่งทะยานขนาดนี้? คำตอบซ่อนอยู่ในกลไกทางเศรษฐศาสตร์ 3 มิติที่ทำให้เทรนด์การ Collaboration ระหว่างแบรนด์กลายเป็นคันเร่งการเติบโต . 1️⃣ รายได้เติบโตเร็วกว่าปกติถึง 2.5 เท่า . ผลการศึกษาจากองค์กรที่ปรึกษาชั้นนำยืนยันว่า บริษัทที่มีทักษะระดับสูงในการสร้างพันธมิตร สามารถเร่งอัตราการเติบโตของรายได้ให้เร็วกว่าปกติถึง 2.5 เท่า! โดย 92% ของบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเติบโตสูงสุด ยอมรับว่าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์คือเส้นทางหลักในการหาเงิน . หากมองลึกลงไปในโลกของการขาย ปัจจุบันช่องทางตรงหรือการวิ่งไปหาลูกค้าด้วยตัวเองกำลังเสื่อมอำนาจลงเรื่อยๆ ในอดีตปี 2020 การตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางตรงนั้นสูงถึง 57% แต่ตัวเลขนี้กลับร่วงหล่นเหลือเพียง 31% ในปี 2025 . ในทางกลับกัน ธุรกรรมและการค้าโลกกว่า 75% กลับเกิดขึ้นผ่านช่องทางอ้อมและระบบพาร์ตเนอร์ ยิ่งแบรนด์มีความเชี่ยวชาญในการทำโปรแกรมพาร์ตเนอร์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถสร้างสัดส่วนรายได้จากช่องทางนี้ได้สูงถึง 28% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการทุ่มเงินไปกับการทำ Paid Search ซึ่งสร้างรายได้เฉลี่ยเพียง 18% เสียอีก . 2️⃣ ทางลัดหั่นต้นทุนหาลูกค้าลง 43% . หนึ่งในฝันร้ายที่สุดของคนทำธุรกิจยุคนี้คือ ค่าโฆษณาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ต้นทุนในการจัดหาลูกค้าใหม่พุ่งกระฉูด แต่การคอลแลบเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้ แบรนด์ที่มีระบบพาร์ตเนอร์สามารถลดต้นทุนหาลูกค้าลงได้สูงสุดถึง 43% เมื่อเทียบกับแบรนด์ที่ดึงดันจะขายตรงเพียงอย่างเดียว . สาเหตุหลักมาจากการแชร์ฐานข้อมูลและการทำการตลาดร่วมกัน ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดได้ถึง 30% โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีระบบ Referral Partners อัตราการปิดการขาย จะพุ่งสูงถึง 19% สูงกว่าการทำการตลาดแบบยิงตรงหาคนแปลกหน้าที่ทำได้เพียง 9% ถึงสองเท่าตัว! แถมยังช่วยบีบอัดระยะเวลาในการนำสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด จากเดิมที่ต้องคลำทางเอง 13-18 เดือน ให้เหลือเพียง 6-9 เดือนเท่านั้น . 3️⃣ มูลค่าตลาดในสายตานักลงทุน . ในมุมของตลาดทุน การคอลแลบหรือการทำ Joint Ventures & Alliances (JV&A) มักได้รับเสียงสนับสนุนจากนักลงทุนมากกว่าการไล่ซื้อกิจการ (M&A) แบบดั้งเดิม รายงานจาก BCG ระบุว่า การประกาศจับมือทางธุรกิจมักส่งผลเชิงบวกต่อผลตอบแทนสะสมของหุ้นแบรนด์นั้นๆ ทันที และในระยะยาวสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี . . [ 3 กรณีศึกษาแบรนด์ที่ใช้เทรนด์ Collaboration ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเข้าใจกุญแจสำคัญอย่าง ‘Fandom’ ] . กลับมาดูแบรนด์ในไทยที่นำแนวคิดนี้มาใช้จนห้างแตก สินค้าหมดเกลี้ยงในไม่กี่นาที น่าสนใจว่าตัวอย่างที่เราหยิบยกมานี้ไม่ใช่แบรนด์อุตสาหกรรมหนัก แต่เป็นแบรนด์อาหารและเบเกอรี่ที่เข้าใจหัวใจของคนรุ่นใหม่ และสิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือ ‘Fandom’ ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมพลังความเชื่อมั่นข้ามอุตสาหกรรม . 🎂 กรณีศึกษาที่ 1: SOURI x YogurBara . เมื่อ SOURI แบรนด์มาการองไส้ทะลัก ของนักแสดงหนุ่มสุดฮอต วิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร จับมือกับ YogurBara แบรนด์โยเกิร์ตพรีเมียมสไตล์เกาหลี 100% สูตรคุณแม่ของ JAY B (GOT7) ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นสองกลุ่มแฟนคลับ . ด้วยการดึงจุดเด่นของ YogurBara อย่างเมนูยอดฮิต Tomato Yogurt และครีมซันโดะอันเลื่องชื่อ มาแปลงร่างเป็นมาการอง 3 รสชาติพิเศษอย่าง Tomato Jam, Cloudy Coconut และ Omija Berry Yogurt ในงานฉลองวันเกิดครบ 1 ปีของ YogurBara . Fandom มันทำหน้าที่เป็นเส้นข้ามพรมแดนระหว่างแฟนคลับของวิน-เมธวิน กับ JAY B (GOT7) ที่ต่างก็หลั่งไหลเข้ามาอุดหนุนและรีวิวสินค้าจนเกิดเป็น Earned Media หรือกระแสโซเชียลมีเดียแบบออร์แกนิกที่เงินก็ซื้อไม่ได้ แบรนด์แทบไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาโฆษณาเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ได้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความพร้อมจะซื้อแบบ 100% . 🎂 กรณีศึกษาที่ 2: YOLK x ชาตรามือ . YOLK แบรนด์ทาร์ตไข่สไตล์ฮ่องกงยอดฮิตโดยดาราหนุ่ม อิน-สาริน รณเกียรติ ที่กวาดรายได้ทะลุหลักร้อยล้านอย่างรวดเร็ว ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่ท้าทายด้วยการพาชาไทย แบรนด์ไอคอนิกที่คนไทยรักที่สุดอย่าง ชาตรามือ ให้ออกจากแก้วโปรดมาอยู่บนหน้าปังนุ่มและทาร์ตไข่สุดพรีเมียม . การคอลแลบครั้งนี้เกิดเป็น Thai Tea Collection เช่น Thai Tea Cream Cheese Egg Tart ทาร์ตไข่ผสมบราวน์ชูการ์และครีมชีสคลาวด์ และ Thai Tea Messy Bun ความเก๋าเกมของชาตรามือที่มี Fandom คนรักชาไทยอย่างเหนียวแน่น ผสมกับฐานแฟนคลับรุ่นใหม่ของอิน-สาริน และคนที่ชอบลองเบเกอรี่สไตล์โมเดิร์นของ YOLK ทำให้การเปิดตัวครั้งนี้กลายเป็นกระแสถล่มทลาย . นี่คือกลยุทธ์แบบ Masstige (Mass + Prestige) ที่นำแบรนด์ระดับตำนานที่มีความเป็นมวลชนสูง (Mass) มาใส่ความพรีเมียมและสร้างสรรค์ในแบบฉบับเบเกอรี่สมัยใหม่ (Prestige) ดึงดูดให้ลูกค้าเดิมของทั้งสองฝ่ายยอมเปิดใจจ่ายเงินเพื่อลิ้มลองประสบการณ์แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน . 🍚 กรณีศึกษาที่ 3: KHAO-Sō-i x EMILY’S . ความสนุกของการคอลแลบ KHAO-Sō-i ร้านข้าวซอยเส้นสดจากเชียงใหม่ที่พลิกจับมือกับ EMILY’S แบรนด์ที่ปลุกกระแสเส้นหมี่ไก่ฉีกจนฟีเวอร์ทั่วโลกโซเชียล . แทนที่จะต่างคนต่างขาย ทั้งคู่เลือกหยิบภาพจำ หรือเมนูเด่นของตัวเองมาฟิวชั่นกันในโปรเจกต์พิเศษ รังสรรค์เป็นเมนู ข้าวผัดน้ำพริกหมูกระจกไข่ลาวา ที่เอาข้าวผัดหอมกลิ่นคั่วกระทะอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวโซอิ มาคลุกเคล้าน้ำพริกหมูกระจกรสจัดจ้านและน้ำพริกหอมเจียวของเอมิลี่ . นี่คือการเล่นกับความต้องการเฉพาะหน้าและกระแสโซเชียล สองแบรนด์ที่มี Fandom สายกินที่ชอบความตื่นเต้นและรักความยูนีคได้โคจรมาเจอกัน . . [ ทำไม ‘Fandom’ ถึงเป็นกุญแจสำคัญของการคอลแลบ? ] . ทั้ง 3 กรณีศึกษานี้ล้วนแชร์กุญแจสำคัญดอกเดียวกัน นั่นคือ การขับเคลื่อนด้วย Fandom ในอดีตแบรนด์ต้องใช้พลังงานสูงมากในการเปลี่ยนคนแปลกหน้า ให้กลายเป็นผู้ซื้อ แล้วค่อยๆ ไต่เต้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ . แต่ในยุคนี้ การคอลแลบที่มี Fandom ร่วมด้วยนั้นคือการยืมแรงส่ง แบรนด์ไม่ได้เริ่มต้นสร้างความรักจากศูนย์ แต่เป็นการหยิบเอาความรักและความเชื่อใจ ที่แฟนคลับมีต่อคนดังหรือแบรนด์โปรดอยู่แล้ว มาสวมทับลงบนสินค้าใหม่ทันที เมื่อฐานแฟนคลับของทั้งสองฝั่งมาเจอกันก็จะเกิดผลลัพธ์ที่น่าสนใจ . - Earned Media ที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แฟนคลับคือกระบอกเสียงที่ดีที่สุด พวกเขาพร้อมจะถ่ายรูป รีวิว และแชร์ลงโซเชียลมีเดียด้วยความภาคภูมิใจ ช่วยประหยัดค่าโฆษณาได้แทบจะ 100% . - ความอ่อนไหวต่อราคาต่ำ สำหรับ Fandom แล้ว สินค้าคอลแลบลิมิเต็ดไม่ใช่แค่ของกิน แต่คือคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ และประสบการณ์ร่วม ทำให้พวกเขายอมจ่ายในราคาพรีเมียมได้อย่างไม่ลังเล . - ความอยากในการลองสิ่งใหม่ๆ แฟนคลับชาตรามืออาจไม่เคยลองทาร์ตไข่พรีเมียม แต่เพราะเป็นรสชาไทยชาตรามือ พวกเขาจึงพร้อมใจซื้อทันที . . [ สำหรับผู้บริหาร ทำอย่างไรไม่ให้การคอลแลบกลายเป็น ‘ฝันร้าย’ ? ] . ตัวเลขความสำเร็จของการคอลแลบช่างหอมหวาน รายได้โต 2.5 เท่า CAC ลดลง 43% แต่ช้าก่อน! ก่อนที่คุณจะรีบยกหูโทรศัพท์หาแบรนด์อื่นเพื่อขอจับมือ คุณต้องรู้ความจริงอีกด้านก่อน . “พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจและการทำ Co-branding มากกว่า 60% จบลงด้วยความล้มเหลวหรือไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ตามเป้า” . Deloitte และ McKinsey ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากความรีบร้อนโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ ที่มีอัตราพังทลายสูงถึง 82% การขาดวิสัยทัศน์ร่วมกัน และการตกลงใจบนโครงสร้างผลประโยชน์ที่ไม่ชัดเจน . อัตราความสำเร็จของการคอลแลบอยู่ที่ 67% ถ้าคุณอยากเป็นแบรนด์ในกลุ่มนี้ นี่คือกลยุทธ์ ‘3 ระยะ’ ที่ถอดแบบมาจากแบรนด์ระดับโลกที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ทันที . 1️⃣ ระยะที่ 1 วางหมากและเปิดไพ่ (Strategy & Alignment) . - อย่าคอลแลบแค่ตามแฟชั่น ให้ถามตัวเองก่อนว่าการจับมือครั้งนี้ช่วยแก้ปัญหาอะไร ปิดจุดอ่อนตรงไหน หรือเปิดโอกาสใหม่ๆ อย่างไร? - คอลแลบในอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงหรือหนุนกัน หลีกเลี่ยงการจับมือข้ามโลกที่ห่างไกลเกินไปจนผู้บริโภคสับสน เพราะ McKinsey เตือนว่าการทำเช่นนั้นมักทำลายมูลค่าของแบรนด์มากกว่าสร้างเพิ่ม - ดึงคนทำงานจริงมาร่วมคุยแต่แรก อย่าให้การเจรจาอยู่แค่ในห้องประชุมของฝ่ายพัฒนาธุรกิจหรือกฎหมาย แต่ต้องดึงฝ่ายปฏิบัติการมาร่วมวางแผนด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าไอเดียสุดล้ำจะสามารถทำออกมาได้จริง - วางแผนเผื่อกรณีฉุกเฉินให้ดี ตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา ต้องคุยกันให้เคลียร์ว่าหากไปต่อไม่ได้ หรือเกิดปัญหาจะแยกย้ายกันอย่างไรเพื่อไม่ให้เสียเพื่อนและเสียชื่อเสียงแบรนด์ . 2️⃣ ระยะที่ 2 ออกแบบโครงสร้างทางการเงินให้เรียบร้อย (Operational Design & Financial Structuring) . - สร้างโมเดลแบบ Win-Win ผลประโยชน์ต้องเป็นธรรมและจูงใจทั้งสองฝ่าย - มี KPI และแดชบอร์ดเดียวร่วมกัน ป้องกันการตีความข้อมูลเข้าข้างตัวเองด้วยการใช้เครื่องมือวัดผลชุดเดียวกันที่เป็นมาตรฐาน - แต่งตั้งผู้ดูแลดีล เพื่อทำหน้าที่คอยเคลียร์ปัญหา ตัดสินใจเมื่อเกิดข้อขัดแย้ง และสนับสนุนทรัพยากรอย่างทันท่วงที . 3️⃣ ระยะที่ 3 จัดการวงจรชีวิตของสินค้าให้ดี (Lifecycle Management & Governance) . - ค่อยๆ โตตามลำดับขั้น อย่าเพิ่งรีบร้อน ให้เริ่มจากโปรเจกต์ทดลองเล็กๆ เช่น เมนูพิเศษในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อทดสอบตลาดและสร้างความคุ้นเคยระหว่างสององค์กร ก่อนจะขยายไปสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น - ประเมินร่วมกันอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ใน 6 มิติสำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ วัฒนธรรมและการสื่อสาร การดำเนินงาน การกำกับดูแล โครงสร้างเศรษฐศาสตร์ และความยืดหยุ่นในการปรับตัว เพื่อแก้ปัญหาก่อนที่รอยร้าวจะใหญ่เกินประสาน . [กฎเหล็ก 3 ข้อเพื่อความยั่งยืน] - เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ แบรนด์ที่เติบโตสูงสุดไม่ได้มีพันธมิตรเยอะที่สุด แต่เน้นทำดีลคุณภาพสูงและรักษากันไว้นานๆ - สร้างทีมเฉพาะทาง ให้การทำข้อตกลงและบริหารพันธมิตรเป็นสมรรถนะหลักขององค์กร ไม่ใช่แค่งานฝากของฝ่ายการตลาด - เคารพในเอกลักษณ์ของกันและกัน เหมือนมาการองของ SOURI ที่ผสมโยเกิร์ตเกาหลีของ YogurBara หรือทาร์ตไข่ของ YOLK ที่ได้กลิ่นอายชาตรามือ ทั้งสองฝ่ายต้องส่องประกายและส่งเสริมกัน ไม่ใช่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งกลืนอีกแบรนด์จนหายไป . . ท้ายที่สุดนี้ การคอลแลบที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่แค่การเอาโลโก้สองแบรนด์มาแปะไว้บนหน้ากล่องกระดาษ แต่คือศิลปะการร้อยเรียงจุดแข็งของกันและกัน เพื่อสร้าง ‘สิ่งใหม่’ ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากต่างคนต่างทำ และเมื่อมันถูกเติมเชื้อเพลิงด้วยพลังความรักจาก Fandom สมรภูมิธุรกิจที่เคยยากลำบาก... ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่คุณสามารถสร้างยอดขายและรอยยิ้มไปพร้อมๆ กัน ได้อย่างงดงาม . . เขียนโดย ธนพนธ์ หัสกรรัตน์ . #FutureTrends #FutureTrendsetter

Visit profile: fb.com(opens in a new tab)

More from Future Trends

See all Future Trends ads

More ads from the top 1,000

See the top 1,000 ads