Nop Pongsatorn Facebook ad: “บริหาร ธุรกิจ 100 ล้าน มา 3 บริษัท”

Ran for 3 days, from March 9 to March 12, 2026, the last day Crush saw it.
Run by Nop Pongsatorn on Facebook. Crush is not the advertiser and does not verify its claims. See this ad in Meta's Ad Library(opens in a new tab)
Want an ad like this for your product?
Crush makes new ad images for your product from this ad: your logo, your product photo, your offer.
Trials from $19.95 USD, then $79.95 USD a month. Cancel anytime.
About this ad
- Meta Ad Library ID
- 2761200447551136
- Platforms
- Facebook, Instagram, Audience Network and Messenger
- Relaunches
- 1
- Niche
- Business & Money
Ad text
บริหาร ธุรกิจ 100 ล้าน มา 3 บริษัท และนี่คือ 5 บทเรียน ที่จดไว้เตือนตัวเอง ขอเกริ่นก่อนนะครับ ธุรกิจแรกของผม ใช้เวลาใช้เวลา 11 ปี กว่าจะพามาถึงยอดขาย 100 ล้าน ธุรกิจที่ 2 ของผมใช้เวลา 4 ปี หลังจากนั้นผมเปลี่ยนบทบาทของตัวเอง ไปเป็นกรรมการบริษัทไปเป็นกรรมการบริษัท และนักลงทุน กับธุรกิจของน้องๆ รุ่นใหม่ (ที่น่าสนใจคือที่น่าสนใจคือ บางแห่ง โตทะลุ 100 ล้านได้เลยในปีนั้นเลย) ผมคิดว่า บทเรียนสำคัญ เกิดขึ้นตอนช่วงที่ผมได้รับการทาบทาม ให้ไปนั่งเป็น CEO ของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในไทย การได้ไปนั่งบริหารในตำแหน่งนั้น ทำให้เราได้มีมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อน คือ เจ้าของธุรกิจไทยหลายคน ไม่เคยเป็นพนักงานประจำ (เหมือนผมก่อนหน้านี้) หลายคนที่ทำงานประจำ ลาออกมาทำธุรกิจ ก็ไม่เคยไต่ขึ้นไปถึงตำแหน่งบริหารขององค์กรใหญ่ ทำให้เราไม่เคยรู้เลยว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จ ผู้บริหารเขามีวิธีการทำงานกันอย่างไร และนี่คือ 5 ข้อที่ผมได้เรียนรู้มา (และแอบคิดในใจว่า ถ้าได้รู้เร็วกว่านี้ ก็คงดี) . 1.ยิ่งทุ่มเท ยิ่งทำงานหนัก = ธุรกิจยิ่งโต ❌ อะไรที่พาคุณมาถึงจุดนี้ มันอาจพาคุณไปไกลกว่านี้ไม่ได้ครับ ตอนนั้นเรายอดขายอยู่ 20 ล้าน/ปี ปีถัดมาผมตัดสินใจว่าจะทำงานหนักขึ้น แทบไม่มีวันพัก จ้างคนเพิ่ม ลงทุนเพิ่ม แล้วยอดขายเราก็โตขึ้นมาเป็น 40 ล้าน/ปี จริงๆ แต่ผมก็มานั่งถามตัวเองว่า นี่ถ้าปีถัดไปเราอยากไป 80 ล้าน คือ เราต้องทำงานหนัก 2 เท่า คือปีละ 700 วันหรอ ? หรือเราแค่นอนน้อยลง ? (เพิ่มเวลาทำงานในแต่ละวัน x2) แล้วเราก็มองไปที่ผู้บริหารบริษัท ที่เขายอดขายพันล้านหมื่นล้าน เราพบว่า.. เอ้อ เค้าดูชีวิตว่างกว่าเราอีกนะ 5555 แสดงว่าสิ่งที่เราคิดมันน่าจะผิดแล้ว มันต้องมีอะไรที่เรายังไม่เข้าใจแน่ๆ . 2.คุณเป็น "เจ้าของธุรกิจ" หรือ "พนักงานประจำ" ในธุรกิจของตัวเอง😅 ปัญหาเรื่อง ผู้บริหารเหนื่อยขึ้น ในวันที่ธุรกิจโตขึ้น เราไม่ใช่คนแรกที่เจอปัญหานี้ครับ ทุกบริษัทเจอหมด ตอนผมเรียนที่ Harvard Professor Robert Simon สอนไว้ว่า ธุรกิจที่โต คือ 3 อย่าง Balance กัน - Resource (ทรัพยากรณ์) - Processes (กระบวนการ) - Profit Formular (สมการกำไรของธุรกิจ) สามอย่างนี้ คือ input ส่วนยอดขาย คือ output นักธุรกิจอย่างเรา พออยากได้ output เพิ่ม ก็ไปเพิ่ม input ซึ่งข้อไหน ง่ายสุดครับ ? แน่นอน คำตอบคือ Resource - จ้างคนเพิ่มสิ - ทำงานหนักเพิ่มสิ พวกนี้มันก็เลยเวิร์คช่วงแรกๆครับ แต่พอธุรกิจโตขึ้นถึงจุดหนึ่ง มันก็จะค้างเติ่งแบบนั้น เพิ่ม resource ไปเพิ่ม ยอดขายก็ไม่เพิ่มแล้ว (ซ้ำร้าย ยังิาจขาดทุนด้วย เพราะรายจ่ายเยอะขึ้น) . 3.เลิกคิดว่า อยากให้บริษัทโต ต้องทำอะไร❌ ให้คิดว่า อยากให้บริษัทโต ต้องวางระบบอะไร✅ บริษัทที่เริ่มต้นจาก 0 จะโตขึ้นมาหลัก 10 ล้านได้ ต้องอาศัยการทำงานหนักเข้าแลก (ส่วนใหญ่ก็คือเจ้าของนี่แหละครับ ยิ่งเราทำงานหนัก เราก็ยิ่งรวยขึ้น) ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สักเรื่องนึงนะครับ สมมุติผมมีน้องพนักงานคนนึง แผนกการตลาด น้องคนนั้นมีไอเดียยิงโฆษณาแบบ ก. ปรากฏว่าหลังจากจบแคมเปญเราเสียเงินไป 4 แสนบาท แล้วผลลัพธ์ คือ ศูนย์ น้องเก่งขึ้นครับ รู้แล้วว่าการทำแบบ ก. ไม่เวิร์ค แต่ค่าผิดพลาดของน้อง = รายจ่ายบริษัท สมมุติวันนึง น้องเติบโตไปดูแลส่วนอื่นให้บริษัทเรา (หรือน้องอาจจะลาออกไปอยู่ที่อื่น) แล้วเราก็รับสมัครพนักงานฝ่ายการตลาดคนใหม่ น้องคนใหม่นี้ก็มีไอเดียยิงโฆษณาแบบ ก. (ซึ่งน้องไม่ผิดนะครับ และเราเองก็ไม่ได้นั่งเฝ้าพนักงานทุกคนได้ทั้งวันเพราะงานเราก็ยุ่งจนไม่มีเวลากินข้าว) สรุป จบแคมเปญอีกรอบ บริษัทเสียค่าโง่ ซ้ำ 2 รอบ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดใครเลยครับ แต่เราต้องถามตัวเองแล้วว่า เราจะปล่อยให้ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นซ้ำๆแบบนี้หรอ ในบริษัทที่ประสบความสำเร็จ เขาระวังเรื่องนี้กันดีมากครับ พวกเขามองว่าข้อผิดพลาดทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แต่ผิดพลาดแค่ครั้งเดียวพอ (ลองคิดดูนะครับว่าถ้าบริษัทคุณ ต่อให้พนักงานใหม่จะเข้ามากี่รุ่น แต่ทุกรุ่นไม่เคยซ้ำสามเรื่องเดิมหรือไม่เคยต้องสอนงานซ้ำเลย บริษัทจะไปได้ไกลขนาดไหน) . 4.หน้าที่ของผู้บริหาร คือ คิดระบบ เช่นจากกรณีศึกษาข้อเมื่อกี้นี้ บริษัทที่ผมไปทำงานเค้าไปทำงานด้วย เค้าจะมี report system ที่บังคับพนักงานทำเลยครับ เช่น จบแคมเปญการตลาดนี้แล้ว ต้องกรอกสามข้อ - สรุปตัวเลข ว่ากำไร/ขาดทุน เท่าไหร่ - อะไรที่ทำได้ดี และได้เรียนรู้ - อะไรที่ทำผิดพลาด และไม่อยากผิดซ้ำ ระบบนี้ไม่ได้ใช้แค่จดบันทึกนะครับ แต่ HR จะรวบรวมทุกสิ้นเดือน แล้วเอาไปทำสรุปให้พนักงานคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับแผนกนี้ได้อ่าน ผมก็นึกว่าจบแค่นั้น แต่ไม่ใช่แค่อ่านครับ เค้าให้สอบด้วย เช่น ผมต้องอ่านว่า ทีมการตลาดทำอะไรดี และผิดพลาด มาในเดือนที่แล้ว เดี๋ยวผมต้อง ตอบข้อสอบให้ถูก 90% (ถ้าตก = ต้องสอบซ่อมครับ😅) สิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรแห่งนี้ก็คือ พนักงานวิ่งด้วยความเร็วเท่ากันและเก่งขึ้นไปพร้อมกันตลอดเวลา ที่ผมอึ้งยิ่งกว่าก็คือ ถ้ามีพนักงานใหม่เข้างานมา HR เค้าจะบังคับให้ตามสิ่งนี้ย้อนหลัง และสอบย้อนหลังไป 24 เดือนด้วยครับ ผมถามคนทำงานที่นี่ว่า ชอบระบบนี้ไหม ทุกคนบอกว่า แรกๆ รู้สึกแปลกๆ แต่หลังๆ แฮปปี้มาก เพราะไม่ต้องคอยสอนเรื่องซ้ำๆ หรือต่อให้พนักงานใหม่เข้ามา ก็รู้เลยว่าเขาพร้อมกระโดดเข้าสนามแข่งด้วยสปีดเดียวกับเรา และจะไม่ทำผิดพลาดเรื่องเดิมๆที่น่าเบื่อแน่นอน . 5.มันมีสูตรสำเร็จให้เดินตาม มันไม่ใช่ความลับ แค่เราไม่เคยสนใจศึกษา ดังนั้น ศึกษาเยอะๆ ครับ อย่าลองผิดลองถูกด้วยตัวเองไปทุกอย่าง (เสียเวลา และเสียดายเงิน) เอาแค่คุณเดินวนไปวนมา 2 เดือน ค่าจ้างพนักงาน ค่าสำนักงาน หมดไปกี่บาทแล้ว (นี่แหละครับต้นทุนแฝงของการ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง) บริษัทที่ประสบความสำเร็จเขาผ่านเรื่องนี้กันมาแล้ว มันมีวิธีรับมือ และมีวิธีวางระบบเพื่อป้องกันปัญหาไม่ให้เกิด แต่พอเรามาเริ่มธุรกิจของเราเอง มันก็ไม่ผิดครับที่เราไม่มีประสบการณ์เรื่องนั้น แต่มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เรากำลังเดินเข้าสู่ความเสี่ยงนั้นเต็มๆ หวังว่า 5 ข้อคิดนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ 🙂 5 ข้อด้านบนนี้ ผมว่าถ้าใครเอาไปทำตาม concept จะวางระบบบริษัทให้ได้ไกลแน่ๆครับ แต่ถ้าอยากเรียน shortcut หรืออยากรู้เลยว่ามี tools/system และระบบอะไรบ้าง ที่แต่บะธุรกิจควรวาง ก็มาเจอกันในคอร์สได้นะ . 📌 <แนะนำหลักสูตร เผื่ออยากมาเรียนกัน> 30 - 31 มี.ค. 2569 นี้ จะมีหลักสูตร Business Automation Program (BAP) Presented by Penguin X วางระบบบริหารองค์กร หลักสูตรนี้ผมรวม Framework และ System & Tools ของจริง ที่คุณเอาไปใช้ในบริษัทคุณได้ทันที (ไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎี) ทั้งจากสมัยที่ผมเรียนจาก Harvard Businesss School และจากสมัยที่ผมเป็น CEO อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ เครื่องมือการวางระบบเหล่านี้ ผม "พิสูจน์" แล้วว่าใช้ได้จริงกับ SME ไทย เปลี่ยนธุรกิจที่ "ขาดเจ้าของไม่ได้" ให้กลายเป็น "เครื่องจักรผลิตเงินอัตโนมัติ" หลังจบหลักสูตรนี้ บริษัทของคุณจะ "คืนเวลาให้เจ้าของ" เอาเวลาไปโฟกัสที่การเติบโต หรือ ใช้ชีวิตได้ โดยที่ "ยอดขายไม่ตก" ถ้าสนใจ ทักมาได้ที่เพจ Nop Pongsatorn หรือ https://m.me/noppongsatorn (10 คนแรก มี early bird price และถ้าสมัครเป็นคู่ ลดอีกนะครับ 😊) #BusinessAutomationProgram #BAP #ระบบธุรกิจ #คอร์สเรียนธุรกิจ #noppongsatorn











